แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น.ส.อุมาภรณ์ ชัยภักดี (51040903) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น.ส.อุมาภรณ์ ชัยภักดี (51040903) แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วิธีป้องกัน"มัลแวร์"ไม่ให้มากล้ำกรายสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตของคุณ

จากรายงานข่าวที่ระบุว่า "มัลแวร์" บนสมาร์ทโฟน Android เติบโตเป็น 2 เท่าภายในช่วงระยะเวลาแค่ 6 เดือน อาจทำให้คุณผู้อ่านของเว็บไซต์ arip หลายๆ ท่านที่ใช้สมาร์ทโฟนรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงกับเรื่องนี้ ประเด็นก็คือ มันไม่ใช่สมาร์ทโฟนเท่านั้นที่สามารถตกเป็นเหยื่อมัลแวร์พวกนี้ แต่ยังรวมถึง"แท็บเล็ต" Android ด้วย

พื้นที่โฆษณา
สนใจลงโฆษณา ติดต่อ โทร.0-2642-3400 ต่อ 4613

สำหรับคำแนะนำต่อไปนี้จะเป็น 5 วิธีง่ายๆ ได้แก่

ล็อคมือถือของคุณ เรื่องง่ายๆ ที่ผู้ใช้มักจะไม่ค่อยได้ทำกัน นั่นก็คือ การตั้งค่าใช้งานให้มือถือล็อคตัวเอง โดยจะต้องมีการป้อน Pin code ก่อนที่จะเข้าสู่การใช้งาน ที่สำคัญอย่าตั้งรหัสผ่านทีเดาได้ง่ายอีกด้วย เหตุผลของคำแนะนำข้อนี้ก็คือ หากมือถือของคุรหาย หรือตกอยู่ในมือผู้หวังดี คนเหล่านี้สามารถใช้เวลาไม่กี่นาทีในการขโมยข้อมูล หรือแม้แต่ฝากสปายสายลับไว้ในสมาร์ทโฟนของคุณ (การตั้งค่าส่วนใหญ่จะอยู่ใน Settings ตามด้วย Security แล้วเลือก PIN เพื่อตั้งชุดรหัสไว้ล็อคหน้าจอก่อนการใช้งาน) ในแง่ของกฎหมาย การล็อคหน้าจออุปกรณ์ไอที หรือมีพาสเวิร์ด ถือเป็นการป้องกันที่หากผู้ใดพยายามแฮคเข้าไปแก้ไข จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย

เลือกติดตั้ง และใช้แอพฯจาก App Market ที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น ส่วนใหญ่แอพฯที่มาพร้อมกับมัลแวร์มักจะเปิดให้ดาวน์โหลดนอก App Market ที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม Android ที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอพฯ ได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ที่ไม่ใช่ของ Google ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับ App Store ของ Apple (ยกเว้นเครื่องที่ Jailbreak) เพราะฉะนั้นคำแนะนำง่ายๆ คือ ควรดาวน์โหลดแอพฯจากแหล่งที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยเท่านั้น อย่างเช่น Android Market เป็นต้น

พิจารณาแอพฯทุกครั้งก่อนดาวน์โหลด นอกจากจะเลือกแหล่งดาวน์โหลดที่ปลอดภัยแล้ว ก่อนดาวน์โหลดแอพฯทุกตัว อาจจะต้องไตร่ตรองสักนิดหนึ่งก่อน โดยไม่ว่าแอพฯตัวนั้นจะเป็นของฟรี หรือไม่ก็ตาม เพราะแอพฯทุกตัวมีสิทธิ์ที่จะเป็นภัยคุกคามต่อระบบรักษาความปลอดภัยบนสมาร์ทโฟนของคุณได้ทั้งสิ้น คำแนะนำในข้อนี้คือ ควรจะอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับแอพฯ ก่อนดาวน์โหลดทุกครั้ง โดยเฉพาะชื่อของผู้พัฒนาแอพฯ เนื่องจากปัจจุบันมีแอพฯ ปลอมทีชื่่อ และไอคอนเหมือนต้นฉบับ แต่ผู้พัฒนากลับไม่ใช่บริษัทที่พัฒนาแอพฯนั้นๆ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วใน Android Market เมื่อปีที่แล้ว เมื่อมีแอพฯปลอมของ Bank of America หลุดเข้าไป ปกติแอพฯปลอมจะถูกคัดกรองออกจาก Android Market ค่อนข้างเร็ว แต่มันคงปลอดภัยกว่า หากคุณผู้อ่านจะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลก่อนดาวน์โหลด นอกจากชื่อผู้สร้างแล้ว ยังมีเรื่องของการให้คะแนน หรือคอมเมนต์ แอพฯ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน แล้วเพิ่งจะมีคอมเมนต์ว่ามันใช้งานได้ดี ก็มีแนวโน้มว่า มันเป็นแอพฯที่ปลอดภัย ประเด็นสุดท้ายคือ ให้ระวังแอพฯทีมีการร้องขอที่จะเข้าถึงฟังก์ชันเรียกสายของสมาร์ทโฟน แนะนำให้ยกเลิกการดาวน์โหดลแอพฯพวกนี้

ระวังข้อความ และอีเมล์แปลก เนื่องจากสมาร์ทโฟนวันนี้มีความสมารถเพิ่มขึ้นจนเกือบจะเท่าพีซี ดังนั้นภัยคุกคามต่างๆ จึงมีขีดความสามารถในการเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้หลากหลายวิธีไปด้วย ผู้ใช้สมาร์ทโฟนควรระวังภัยคุกคามในรูปแบบของฟิชชิ่ง (phishing) ที่มากับข้อความ หรืออีเมล์ปลอม โดยไม่ควรคลิกลิงค์ที่มาจากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก ซึ่งจากสถิติพบว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่โดนโจมตี หรือกลายเป็นพาหะในการแพร่กระจายมัลแวร์ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คลิกลิงค์ที่มากับอีเมล์ หรือข้อความที่ไม่รู้จัก หลักการง่ายๆ คือ ไม่คลิก และไม่ยอมรับ (apply) ลิงค์จากข้อความ หรืออีเมล์ที่คุณไม่รูจักนั่นเอง

ติดตั้งซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์โมบาย ผลจากการที่มัลแวร์บนอุปกรณ์โมบายเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ทางบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ได้เริ่มหันมาพัฒนาโปรแกรมพวกนี้บนสมาร์ทโฟนด้วย ซึ่งมีให้ดาวน์โหลใน Android Market โดยแอพฯ พวกนี้จะสามารถตรวจจับ และป้องกันมัลแวร์ได้ ของฟรีที่พอใช้ได้ก็จะมี Lookout หรือถ้าจะเป็นของบริษัทชั้นนำในตลาดนี้ก็เช่น McAfee WaveSecure (19.9 เหรียญฯต่อปี), Kaspersky Mobile Security(29.95 เหรียญฯต่อปี),Trend Micro Mobile Security (3.99 เหรียญฯ ต่อปี) และ Norton Mobile Security (Beta) (ฟรี)





วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิธีการติดตั้งระบบ

วิธีการติดตั้งระบบงานในที่นี้ หมายถึง การเปลี่ยนระบบงานที่ใช้อยู่เดิมให้เป็นระบบงานใหม่ เพื่อให้การติดตั้งระบบเป็นไปอย่างสมบูรณ์ มีการวิธีการติดตั้งที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 5 วิธีการ และการนำไปใช้นั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์และระบบการทำงานดังนี้คือ
1. การติดตั้งแบบทันทีหรือโดยตรง (Direct Changeover)
หมายถึง การนำระบบใหม่เข้ามาในองค์กรทันทีตามที่ได้กำหนดเอาไว้ว่า จะมีการเริ่มใช้งานระบบใหม่เมื่อใด เมื่อนั้นระบบเดิมจะถูกยกเลิกทันที การรติดตั้งแบบนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อระบบงานได้รับการทดสอบมาเป็นอย่างดีก่อนที่จะถูกนำมาติดตั้ง แต่การติดตั้งระบบด้วยวิธีการนี้มีอัตราความเสี่ยงสูงมากเมื่อเทียบกับวิธีการอื่น เพราะหากระบบใหม่ได้รับการทดสอบมาเป็นอย่างดีแล้ว หากเกิดความผิดพลาดในการทำงาน จะทำให้การทำงานอื่น ๆ ในองค์กรหยุดชะงัดองค์กรเกิดความเสียหายได้จึงไม่เป็นที่ยมใช้หากสามารที่จะหลีกเลี่ยงได้
2. การติดตั้งแบบขนาน (Parallel Conversation)
หมายถึง การที่ระบบงานเก่ายังคงปฏิบัติงานอยู่ แต่ระบบใหม่ก็เริ่มต้นทำงานพร้อม ๆ กัน วิธีการนี้เป็นที่นิยมกันมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะทำให้อัตราความเสี่ยงของการหยุดชะงัดของงานลดน้อยลง วิธีการนี้เหมาะสมที่สุดเมื่อระบบงานเด่าเป็นระบบงานที่ใช้คนทำ และระบบงานใหม่จะเป็นระบบที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะใช้ระบบงานทั้ง 2 ทำงานควบคู่กันไปในระยะเวลาหนึ่งเพื่อทำการเปรียบเทียบว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบงานทั้งสองระบบคล้องจองกัน เมื่อผลลัพธ์ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าถูกต้องในช่วงเวลาหนึ่ง ระบบงานเก่าจึงจะถูกยกเลิกออกไปเหลือเพียงระบบงานใหม่ในองค์กรเท่านั้นที่ยังปฏิบัติงานอยู่ แต่ข้อเสียของระบบนี้คือ การที่จะต้องใช้ระบบ 2 ระบบทำงานไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการทำงานสูง ภาระในการทำงานจะตกอยู่ที่ผู้ปฏิบัติงาน
3. การติดตั้งแบบทยอยเข้า (Phased Or Gradual Conversion)
การติดตั้งแบบนี้เป็นการรวมเอาข้อดีของ 2 วิธีการแรกมาใช้ โดยเป็นค่อย ๆ นำเอาบางส่วนของระบบใหม่ซึ่งอาจจะเป็นระบบงานย่อยเข้าไปแทนบางส่วนของระบบงานเดิม วิธีการนี้จะทำให้อัตราเสี่ยงของการเกิดข้อผิดพลาดลดน้อยลงกว่าการติดตั้งแบบทันที โดยกระทบจากข้อผิดพลาดจะอยู่ในวงจำกัดที่สามารถควบคุมได้ แต่ข้อเสียจะมีตรงเวลาที่ใช้ในการทยอยเอาส่วนต่าง ๆ ของระบบใหม่มาแทนระบบเดิมซึ่งอาจจะใช้ระยะเวลานาน วิธีการนี้เหมาะกับระบบงานใหญ่ ๆ แต่ไม่เหมาะกับระบบงานเล็ก ๆ ที่ไม่ซับซ้อน
4. การติดตั้งแบบโมลดูลาร์โปรโตไทป์ (Modular Prototype)
เป็นการแบ่งระบบงานออกเป็นส่วนย่อย ๆ (Module) และอาศัยการติดตั้งด้วยวิธีทยอยนำระบบใหม่เข้าไปทีละส่วนย่อย ๆ แล้วผู้ใช้ระบบทำการใช้ส่วนย่อย ๆ จนกว่าจะเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ระบบ จึงค่อยนำมาใช้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความไม่คุ้นเคยระหว่างผู้ใช้กับระบบไปได้มาก ข้อเสียของระบบนี้คือ ส่วนย่อย ๆ (Module) ที่ให้ผู้ใช้ทดสอบอาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ตามที่คาดไว้ และการติดตั้งแบบนี้อาจต้องใช้เวลานานและต้องการความเอาใจใส่อย่างมากจากนักวิเคราะห์ระบบและผู้ใช้ระบบด้วย
5. การติดตั้งแบบกระจาย (Distributed Conversion)
เป็นการติดตั้งระบบให้กับธุรกิจที่มีสามาขามากกว่า 1 แห่ง เช่น ธนาคาร บ.ประกันภัย ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ การติดตั้งจะเริ่มทำการติดตั้งทีละสาขา โดยจะทำการติดตั้งและทดสอบเป็นอย่างดีแล้วในสาขาแรก จึงค่อย ๆ ทยอยนำไปติดตั้งในสาขาอื่น ๆ ต่อไป ข้อดีของวิธีการนี้คือ ระบบงานสามารถจะได้รับการทดสอบการปฏิบัติงานจริงจนกว่าจะเป็นที่พอใจ หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็ไม่กระทบกระเทือนถึงสาขาอื่น ๆ เนื่องจากระบบงานใหม่จะทำงานเฉพาะสาขาที่ทำการติดตั้งเท่านั้น ไม่ได้โยงไปยังสาขาอื่น ๆ วิธีการติดตั้งสำหรับสาขาหนึ่งอาจจะให้ไม่ได้กับอีกสาขาหนึ่งจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ระบบคลังข้อมูล หรือ Data Ware-house

ระบบคลังข้อมูล หรือ Data Ware-house

ระบบคลังข้อมูล หรือ Data Ware-house คือ ระบบการจัดเก็บ รวบรวมข้อมูล ที่มีอยู่ในระบบปฏิบัติการต่างๆ ขององค์กร (มักเป็นองค์กรขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ เช่น กรมสรรพสากร) โดยข้อมูลเหล่านั้นมักเป็นข้อมูลกระจัดกระจาย ให้มารวมไว้เป็นศูนย์กลางข้อมูล ขององค์กร และสามารถเก็บข้อมูลย้อนหลังได้หลายๆ ปี เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) หรือใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ โดยการวิเคราะห์ต้องทำได้แบบหลายมิติ (Multidimentsional Analysis) ตลอดจนการวิเคราะห์ทางธุรกิจ เช่น การพยากรณ์ (Forecasting), What-If Analysis, Data Mining เป็นต้น

องค์ประกอบสำคัญ

1. เครื่องมือในการดึงข้อมูล (Data Extract/Cleansing) จากแหล่งข้อมูลที่เก็บอยู่ใน ระบบปฏิบัติการต่างๆ ขององค์กร เพื่อจัดสร้างคลังข้อมูล
2. เครื่องมือในการเข้าไปเรียกค้นข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Front End Tool)
3. โครงสร้างของ Hardware Platform, Database, Networks, Implement Teams

สำหรับซอฟต์แวร์ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ที่ใช้งานในปัจจุบัน เรียกว่า ซอฟต์แวร์ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ On Line Analytical Processing (OLAP) ซึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการเลือก OLAP ได้แก่

1. ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบหลายมิติ (Multidimensional Analysis)
2. สถาปัตยกรรมแบบ Client/Server
3. ความสามารถในการจัดเก็บข้อมูล และความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ (Performance Data Access)
4. เครื่องมือในการพัฒนาระบบ (Application Development Tools)
5. การดึงข้อมูล (transformation) จากแหล่งต่างๆ เช่น ระบบคลังข้อมูล, Flat File, Spreadsheet
6. ความสามารถในการจัดลำดับชั้นของข้อมูล (Hierarchy)
7. เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Forecasting, Statistic, Data Mining


ที่มา : http://nobunaka2524.wordpress.com/

อุมาภรณ์ ชัยภักดี (ต้องตา)