แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นัทธมน งามสง่า (51040847) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นัทธมน งามสง่า (51040847) แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แอปเปิ้ลพยายามแบนอุปกรณ์ในตระกูล Galaxy ทั้งหมดทั่วสหภาพยุโรป


ในการระดมยิงล่าสุดจากกรณีปะทะกันกับซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ในเนเธอร์แลนด์ แอปเปิ้ลกำลังพยายามแสวงหาหนทางในการแบนการนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์ทั้งสมาร์ทโฟนและแท๊บเล็ตในตระกูล Galaxy ทั้งหมดในสหภาพยุโรป




โดยสื่อสิ่งพิมพ์ดัตช์ Webwereld ได้รายงานข่าวว่า คำสั่งห้ามของแอปเปิ้ล ได้ถูกยื่นไปยังศาลแขวงใน Hague ซึ่งเรียกร้องให้อุปกรณ์ของซัมซุงดังรายการ สมาร์ทโฟน Galaxy Ace, Galaxy S และ Galaxy SII และแท๊บเล็ต Galaxy Tab 7 และ Galaxy Tab 10.1 ถูกยกเลิกการจำหน่าย โดยยังเรียกร้องให้ซัมซุงทำการส่งจดหมายแจ้งไปยังผู้จัดจำหน่ายและผู้แทนจำหน่ายทั้งหมด ให้ทำการส่งสต็อกของสินค้ากลับไปยังซัมซุงภายใน 14 วัน โดยซัมซุงจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งผู้ที่ไม่ทำการส่งคืนสต็อกจะถือว่าละเมิดสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา แอปเปิ้ลกล่าว "สำหรับบันทึกนี้ เรากล่าวถึงความจริงที่ว่า สต็อก การนำเสนอ และ/หรือ ขาย สมาร์ทโฟน Galaxy (รวมถึงแท๊บเล็ต) จะเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของแอปเปิ้ล" โดยในการตอบกลับของการยื่นฟ้อง ซัมซุงได้ตอบ CNET ไปว่า "ซัมซุงจะดำเนินการต่อไปเพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของเรา และเพื่อให้แน่ใจว่านวัตกรรมของเรามีการพัฒนาและเติบโตไปอย่างต่อเนื่องในธุรกิจสื่อสารมือถือ" ทั้งนี้ ตัวแทนจากแอปเปิ้ลไม่ได้ออกมาตอบท่าทีต่อการร้องขอให้มีการแสดงความคิดเห็นในทันที โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สองค่ายยักษ์ได้เผชิญหน้ากันในคดีที่แอปเปิ้ลอ้างว่า เทคโนโลยีของซัมซุงมีการคัดลอกผลิตภัณฑ์ของตนในด้านการออกแบบแท๊บเล็ต ซึ่งผิดกับกฎหมาย และก่อนหน้านี้ แอปเปิ้ลได้รับคำสั่งเบื้องต้นจากศาลเยอรมัน ให้ทำการห้ามการจำหน่าย Galaxy Tab 10.1 ในเกือบทุกประเทศในสหภาพยุโรป และสัปดาห์นี้ ศาลเยอรมันได้ทำการยกเลิกการแบน Galaxy Tab ในทุกประเทศในสหภาพยุโรป ยกเว้น เยอรมัน เนื่องจากพบว่า ศาลไม่ได้มีขอบเขตอำนาจเหนือประเทศอื่นๆนอกเขตของตน โดยศาลได้มีการอนุญาตให้มีการจำหน่าย Galaxy ต่อไป จนกว่าการตัดสินพิพากษาคดีระหว่างแอปเปิ้ลและซัมซุงจะถึงข้อยุติ ซึ่งมีการนัดพบกันครั้งหน้าในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ โดยจะเป็นการยื่นข้อโต้แย้งในกรณีดังกล่าวจากซัมซุง


ที่มา : http://www.pantip.com/tech/newscols/news/190811b.shtml





โดนัท847

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เผยยอดใช้ Windows XP ลดลงต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์


image/windowsxp_logo.jpg

หลังจากที่ทำงานมาอย่างหนักกว่า 10 ปี ระบบปฏิบัติการในตำนานที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด กำลังได้รับความนิยมลดลง เผยมียอดผู้ใช้งานในปัจจุบันต่ำกว่าครึ่งแล้ว


โดยถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม แต่ระบบปฏิบัติการ Windows XP ก็ยังคงเป็นรุ่นที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในตอนนี้ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดเมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการทั้งหมดต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเดือนที่ผ่านมา จากรายงานอ้างอิงของ Net Applications ที่ออกมาเปิดเผยเมื่อวานนี้ ซึ่งมีแววลดลงทีละเล็กทีละน้อยมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โดยเคยแตะที่ 62 เปอร์เซ็นต์เมื่อปีก่อน และลดลงมาอยู่ที่ 51 เปอร์เซ็นต์เมื่อเดือนมิถุนายน ก่อนที่จะลดลงต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน ระบบปฏิบัติการน้องใหม่ Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นล่าสุดนั้น มีส่วนแบ่งต่ำกว่า 28 เปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อย โดยสามารถคว้าลูกค้าได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2009 ในขณะที่ระบบปฏิบัติการที่เชียร์ไม่ขึ้นอย่าง Vista ก็มีส่วนแบ่งลดลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน โดยในตอนนี้เหลืออยู่ที่ 9 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดของระบบปฏิบัติการ Windows ได้ครองตลาดไว้ได้ถึงกว่า 87 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว โดยไมโครซอฟท์ยังมีแผนตัดการสนับสนุนสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows XP ในอีก 3 ปี เพื่อผลักดันให้ผู้ใช้งานทั้งบุคคลทั่วไปและองค์กรก้าวกระโดดไปใช้ระบบปฏิบัติการใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม ซึ่งพบมีความปลอดภัยกว่า Windows XP ถึง 5 เท่าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม Redmond ไม่ได้มีเส้นทางการโยกย้ายจาก Windows XP ไปยัง Windows 7 โดยตรง ดังนั้นการย้ายไปยังระบบปฏิบัติการใหม่จะต้องใช้ทั้งการรวมการติดตั้งหรือการอัพเกรดเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เป็นสำคัญ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาที่นานหน่อย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ โดยจากการสำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอทีเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า ครึ่งหนึ่งของพวกเขา วางแผนที่จะยังคงใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP ต่อไป แม้หลังการปิดการสนับสนุนในปี 2014 ก็ตาม




credit : www.pantip.com/tech/newscols/news/030811s.shtml

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข้อคิดดีๆ ในการทำงานเป็นทีม


มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถดำรงตนอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครเลยตลอดชีวิตได้ จริงอยู่ บางคนอาจจะเถียงว่า ถึงไม่มีครอบครัวก็อยู่ได้ อันนี้ไม่เถียง แต่ถ้าถามกลับว่า แล้วจะอยู่คนเดียวโดยไม่มีเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องซักคนเลยรึไง รับรองว่าทุกคนต้องอึ้งกิมกี่ ตอบไม่ได้แน่นอน ในการทำงาน ทุกคนต้องมีเพื่อนร่วมงาน หรือทีมงาน
ภาพข้างล่างนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น เพื่อให้ได้คิดว่า เมื่อเพื่อนร่วมทีมงานของเรามีปัญหา แล้วเราจะปล่อยเขาไป ธุระไม่ใช่ หรือว่าจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือในทันทีทันใด???












เห็นรึยังว่า การปล่อยให้ทีมงานประสบปัญหาโดยเรานิ่งดูดายนั้น เกิดความเสียหายอย่างไร ตัดสินใจเอาเองแล้วกัน.. .


ที่มา http://www.gotoknow.org


วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

waterfall model





ทฤษฎีแบบจำลองน้ำตก (อังกฤษ: Waterfall Model) เป็นการศึกษาถึงความเหมาะสม กำหนดปัญหา
หรือการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ระบบในการพัฒนาซอฟต์แวร์
จะเน้นศึกษาใน 5 ประการ คือ

1. ความเหมาะสมทางด้านเทคนิค (Technical Feasibility) - ศึกษาด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เหมาะสมหรือไม่

2. ความเหมาะสมทางด้านการปฏิบัติงาน (Operational Feasibility) - การปฏิบัติงานซ้ำซ้อนหรือไม่ ตรงหรือไม่

3. ความเหมาะสมทางด้านการเงิน (Financial Feasibility) - เปรียบเทียบความคุ้มค่า ผลตอบแทน ค่าใช้จ่าย

4. ความเหมาะสมทางด้านเวลา (Schedule Feasibility) - พิจารณาเวลาในการสร้างระบบงาน การใช้เวลา

5. ความเหมาะสมทางด้านบุคลากร (Human Feasibility) - ดูความพร้อมของบุคลากร การพัฒนาบุคลากร


    คุณลักษณะของ Waterfall Model


    - เป็น Seriesของขั้นตอนการทำงาน คล้ายสายงานการผลิต (Product Line)

    - แต่ละขั้น หน้าที่และProduct ถูกกำหนดอย่างชัดเจน

    - Product ส่วนใหญ่เป็นเอกสาร (Document)

    - Productที่ผลิตในแต่ละขั้นจะเป็นพื้นฐานสำหรับงานขั้นต่อไป

    - สามารถตรวจสอบความถูกต้องของงานในแต่ละขั้นได้


    ข้อดีของ Waterfall Model


    - แบ่งงานยากให้เป็นงานที่เล็ก ง่ายต่อการจัดการ

    - มีการกำหนด Product ที่ต้องส่งมอบในแต่ละงาน อย่างชัดเจน


    ข้อจำกัดของ Waterfall Model


    - ถ้า ค้นพบข้อผิดพลาดของขั้นที่เสร็จสิ้นแล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้ การแก้ไขจำเป็นต้องเริ่มรอบ (Iteration) ใหม่ ระหว่างการทำ Coding เจอข้อผิดพลาดในงานออกแบบ ในความเป็นจริง หลังการทำงานในแต่ละขั้นควรสามารถย้อนไปแก้ไขความผิดพลาดในขั้นใดใดก็ได้ก่อนหน้า ดังนั้นในทางปฏิบัติ ขั้นตอนการทำงานใน Waterfall จึงไม่เป็นเชิงเส้น (Linear)

    - ข้อเสียหลักคือ ลูกค้าเห็นและทดลองใช้ Software ก็ต่อเมื่อถึงขั้นตอนสุดท้าย หากมีบางอย่างที่ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า การแก้ไขยาก แพง เสียเวลา





847นัทธมน

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System) หรือ MIS คือระบบที่ให้สารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้ง สารสนเทศภายในและภายนอก สารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งสิ่งที่คาดว่าจะเป็นในอนาคต นอกจากนี้ระบบเอ็มไอเอสจะต้อง ให้สารสนเทศ ในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่างถูกต้อง

แม้ว่าผู้บริหารที่จะได้รับประโยชน์จาก ระบบเอ็มไอเอสสูงสุดคือผู้บริหารระดับกลาง แต่โดยพื้นฐานของระบบเอ็มไอเอสแล้ว จะเป็นระบบที่ สามารถสนับสนุนข้อมูลให้ ผู้บริหารทั้งสามระดับ คือทั้งผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารระดับกลาง และผู้บริหารระดับสูง โดยระบบเอ็มไอเอสจะให้รายงาน ที่สรุปสารสนเทศซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัท จุดประสงค์ ของรายงานจะเน้นให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นแนวโน้ม และภาพรวม ขององค์กรในปัจจุบัน รวมทั้งามารถควบคุมและตรวจสอบงานของระดับปฏิบัติการด้วย อย่างไรก็ดี ขอบเขตของรายงาน จะขึ้นอยู่กับ ลักษณะของสารสนเทศ และจุดประสงค์การใช้งาน โดยอาจมีรายงานที่ออกทุกคาบระยะเวลา (เช่น งบกำไรขาดทุนหรืองบดุล) รายงานตามความต้องการ หรือรายงานตามสภาวะการณ์หรือเหตุผิดปกติ

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ Management Information System

เป็นระบบการจัดหาคนหรือข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลเพื่อการดำเนินงานขององค์การการจัดโครงสร้างของสารสนเทศโดยแบ่งตามลำดับ

การนำไปใช้งานสามารถแบ่งได้ 4 ระดับดังนี้

1. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในการวางแผนนโยบาย กลยุทธ์ และการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง

2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในส่วนยุทธวิธีในการวางแผนการปฏิบัตและการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลาง

3. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในระดับปฎิบัติการและการควบคุมในขั้นตอนนี้ผู้บริหารระดับล่างจะเป็นผู้ใช้สารสนเทศเพื่อช่วยในการปฎิบัติงาน

4. ระบบสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผล

ระบบสารสนเทศเป็นระบบรวมทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถเก็บรวบรวมในลักษณะระบบเดียวเนื่องจากขนาดข้อมูลมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมาก ทำให้การบริหารข้อมูลทำได้อยาก การนำไปใช้ไม่สะดวก จึงจำเป็นต้องแบ่งระบบสารสนเทศออกเป็นระบบย่อย 4 ส่วนได้แก่

ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing System :TPS)

ระบบจัดการรายงาน (Management Reporting System :MRS)

ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System :DSS)

ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information System :OIS)


ลักษณะของระบบเอ็มไอเอสที่ดี

  • ระบบเอ็มไอเอส จะสนับสนุนการทำงานของระบบประมวลผลข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูลรายวัน
  • ระบบเอ็มไอเอส จะใช้ฐานข้อมูลที่ถูกรวมเข้าด้วยกัน และสนับสนุนการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ในองค์กร
  • ระบบเอ็มไอเอส จะช่วยให้ผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง เรียกใช้ข้อมูลที่เป็นโครงสร้างได้ตามเวลาที่ต้องการ
  • ระบบเอ็มไอเอส จะมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความต้องการข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปขององค์กร
  • ระบบเอ็มไอเอส ต้องมีระบบรักษาความลับของข้อมูล และจำกัดการใช้งานของบุคลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น


๘๔๗ นัทธมน

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความแตกต่างระหว่างโปรแกรมเมอร์และนักวิเคราะห์ระบบ

















โปรแกรมเมอร์ ( programmer ) หมายถึง บุคคลที่รับผิดชอบในด้านการเขียนโปรแกรม สิ่งที่เขาจะเชื่อมโยงนั้น ได้แก่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติ ( Operating System :OS ) หรือแม้กระทั่งภาษาที่ใช้ในการเขียน เช่น COBOL, BASIC และ C++ งานของโปรแกรมเมอร์จะเป็นไปในลักษณะที่มีขอบเขตที่แน่นอน คือ โปรแกรมที่เขาเขียนขึ้นนั้นถูกต้องตามจุดประสงค์หรือไม่ กิจกรรมงานของโปรแกรมจะเกี่ยวข้องกับคนจำนวนน้อย เช่น กับโปรแกรมเมอร์ด้วยกันเอง หรือกับนักวิเคราะห์ระบบที่เป็นผู้วางแนวทางของระบบให้แก่เขา



นักวิเคราะห์ระบบ หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า SA (SYSTEM ANALYSIS) นั้น นอกจากจะต้องรับผิดชอบต่อการโปรแกรมคอมพิวเตอร์แล้ว ยังจะต้องรับผิดชอบงานในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ผู้ที่จะใช้ระบบแฟ้มหรือฐานข้อมูลต่างๆ รวมทั้งข้อมูลดิบที่จะป้อนเข้าระบบ งานของนักวิเคราะห์ระบบไม่ได้อยู่ในลักษณะที่แน่นอนแบบโปรแกรมเมอร์ ไม่มีคำตอบที่แน่นอนจากระบบที่เขาวางไม่ว่าผิดหรือถูก งานของเขาเกิดจากการประนีประนอมและผสมผสานของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบงาน คือ ผู้ใช้ วิธีการ เทคโนโลยี และอุปกรณ์ จนได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมออกมาเป็นระบบงาน (APPLICATION SYSTEM) งานของนักวิเคราะห์ระบบจึงมักจะต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายระดับ ตั้งแต่ลูกค้าหรือผู้ใช้ นักธุรกิจ โปรแกรมเมอร์ ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือแม้กระทั่งเซลล์แมนที่ขายระบบงานข้อมูล แม้ว่างานของนักวิเคราะห์ระบบจะดูเป็นงานที่ยากและซับซ้อน แต่งานในลักษณะนี้ก็เป็นงานที่ท้าทายให้กับบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์และกว้างไกลเข้ามาอยู่เสมอ ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้วางระบบงานออกมาเป็นรูปร่างและสามารถ ใช้ปฏิบัติได้จริง จะฝังอยู่ในสำนึกของเขาตลอดเวลา ความรู้สึกอันนี้คงจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือไม่ได้ แต่จะทราบกันเองในหมู่ของนักวิเคราะห์ระบบด้วยกัน


๘๔๗นัทธมน