แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 51040898 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 51040898 แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

ดีแทคเตรียมขายไอแพด2 รุ่น ไวไฟ 3จี พร้อมโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ตเร็วๆ นี้



ดีแทคเตรียมขายไอแพด2 รุ่น ไวไฟ 3จี พร้อมโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ตเร็วๆ นี้

รายงานข่าวจาก บริษัทโทเทิ่ล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทเตรียมจำหน่ายไอแพด2 รุ่นไวไฟ + 3จี พร้อมเปิดตัวแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตสำหรับไอแพด2 เร็ว ๆ นี้

ไอแพด 2 ได้รับการปรับปรุงจากไอแพดรุ่นเดิมโดยมีความบางกว่า น้ำหนักเบากว่า และทำงานรวดเร็วกว่า โดยที่แบตเตอรี่ยังคงมีอายุการใช้งานได้ถึง 10 ชั่วโมงเหมือนเดิม ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไอแพด 2 ได้ที่ www.apple.com/ipad

อริญญ่ ปิ่นแก้วกาญจน์ อย



วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

10 เคล็ดลับกู้แบต iPhone ยามฉุกเฉิน


10 เคล็ดลับกู้แบต iPhone ยามฉุกเฉิน

คุณผู้อ่านเคยเจออาการแบบผู้เขียนบ้างไหมครับ คือเวลาที่ออกมาทำงาน หรือ เรียนหนังสือ เผลอเล่นเจ้า iPhone ซะเพลิน จนลืมคำนวนแบตเตอรี่ให้พอใช้ได้ตลอดทั้งวัน พอนึกขึ้นได้ ก็เจอกับไอค่อนแบบเตอรี่สีแดง พร้อมกับจำนวนของแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่อยู่ข้างนอกบ้าน จะหาที่ชาร์ตก็เป็นได้ยากแน่ๆ ทีนี้ล่ะก็งานเข้ากันอย่างแน่นอน วันนี้เออาร์ไอพีเลยขอเสนอวิธีประหยัดแบบเตอรี่ยามฉุกเฉิน 10 วิธีด้วยกัน จะมีอะไรบ้างลองไปดูกันเลยครับ

1.ปิดการค้นหาสัญญาณ 3G
เพราะการเปิดการทำงานผ่านระบบ 3G ต้องใช้พลังงานแบตเตอรี่มากกว่าปกติ ทางที่ดีถ้าไม่ได้ใช้งาน หรือ ใช้งานที่ไม่ได้ต้องการความเร็วมากๆ ลองปิดระบบ 3G โดยเข้าไปที่ Setting > General > Network > Enable 3G = OFF

2.ปิดการเชื่อมต่อ Wi-Fi
แม้จะไม่ได้ใช้สัญญาณ Wi-Fi อยู่ แต่ถ้าหากเปิดการเชื่อมต่อ Wi-Fi ไว้ โดยปกติแล้ว iPhone จะมีการค้นหาสัญญาณ Wi-Fi อยู่เป็นระยะ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ เข้าไปปิดได้ที่ Setting > Wi-Fi = OFF

3.ปิด Personal Hotspot
ในหัวข้อนี้คุณผู้อ่านบางท่านอาจจะเจอบ้างไม่เจอบ้าง เนื่องจาก Personal Hotspot จะมีเพิ่มเข้ามาใน Firmware 4.3 ขึ้นไป ดังนั้นหากท่านใดที่เปิดไว้ แล้วไม่ได้ใช้งาน ควรปิดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ที่เคยต่อกับ iPhone ไว้แล้วมีการต่อสัญญาณไปยังอินเตอร์เน็ตโดยไม่รู้ตัว โดยเข้าไปที่ Setting > Personal Hotspot = OFF

4.เลือกเปิดเฉพาะ Noticfication ที่จำเป็น
การที่เครื่อง iPhone ต้องเช็คกับ Server ของทาง Apple เพื่อขึ้นข้อความ Noticfication ตลอดเวลา ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่หมดใหม่ ควรเลือกเปิดเฉพาะ Noticfication ที่จำเป็น หรือหากไม่ต้องการใช้จะปิดไปเลยก็ได้ โดยเข้าไปที่ Setting > Noticfications = OFF (หรือเลือกเปิด-ปิดเฉพาะ Application ที่ต้องการ)

5.ปิดการใช้ Location Service
Location Service คือการอ้างอิงตำแหน่งของเครื่อง ตามตำแหน่งดาวเทียม GPS หรือ Cell site ในกรณีที่เปิด Application ที่ต้องการร้องขอตำแหน่งของตัวเครื่อง แน่นอนว่าก็เป็นการเปลืองพลังงานแบตเตอรี่อีกเช่นกัน ในกรณีที่คุณไม่ต้องการใช้งานให้เข้าไปปิดได้ที่ Setting > Location Services = OFF (หรือเลือกเปิด-ปิดเฉพาะ Application ที่ต้องการ)

6.ปรับระดับความสว่างของจอให้พอเหมาะ
ปกติแล้วหน้าจอของ iPhone จะมีเซ็นเซอร์ที่คอยวัดแสงของสภาพแวดล้อม และปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสม แต่ในกรณีที่แบตใกล้หมดจริงๆ การปิดโหมดการวัดแสง ก็ช่วยรักษาระดับพลังงานแบตเตอรี่ได้เช่นกัน โดยเข้าไปปรับได้ที่ Setting > Brightness > Auto-Brightness = OFF (แต่ควรปรับระดับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสมด้วยตนเอง ซึ่งถ้าเป็นสว่างกว่าความจำเป็น ก็เป็นการเปลืองแบตเตอรี่อีกเช่นกัน)

7.ปรับรอบการเช็ค Push เมล์
ถ้าคุณผู้อ่านเปิดระบบ Fetch ไว้ (การแจ้งเตือน Email ใหม่ที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน) ซึ่งจะมีรอบของการเช็คให้เลือก 15 นาที, 30 นาที และ Hourly ด้วยกัน ถ้าไม่ได้รอรับอีเมล์สำคัญจริงๆ ก็ควรเปลี่ยนระบบนี้ไปที่ Manually คือจะเช็คก็ต่อเมื่อมีการเปิด Application ของ Email เท่านั้น โดยเข้าไปที่ Setting > Mail, Contacts, Calendars > Fetch New Data > Fetch = Manually

8.ปิด Applicaiton ที่ค้างใน Multitask
แม้ว่าจะไม่ได้เปิด Application นั้นไว้แล้วก็ตาม แต่ถ้า App ใดที่สนับสนุนการทำงานแบบ Background ก็ย่อมทำให้เครื่องต้องรับภาระประมวลผลเพิ่มเช่นกัน จึงยิ่งทำให้ต้องศูนย์เสียพลังงานโดยปล่าวประโยชน์ ดังนั้นก็ควรปิด App ที่ไม่จำเป็นซะ โดยกดที่ปุ่มโฮมไวๆ 2 ครั้ง จากนั้นกดที่ไอค่อนข้างไว้ 2-3 วินาที และกดปุ่มเครื่องหมายลบ

9.ปิด Bluetooth
Bluetooth ของ iPhone นั้น เป็นแบบ Discoverable (สามารถมองเห็นจากเครื่องอื่นได้ตลอดเวลา) ดังนั้นย่อมใช้พลังงานในการส่งสัญญาณออกไปตลอดเวลา จึงควรปิดเมื่อไม่ต้องการใช้ โดยเข้าไปที่ Setting > General > Bluetooth = OFF

10.ไม้ตายสุดท้าย ปิดสัญญาณ Cellular Data
ถ้าหากฉุกเฉิน ถึงขั้นที่แบตใกล้หมดเต็มที แต่ยังจำเป็นต้องใช้ iPhone โทร-เข้า
ออกอยู่ ก็ต้องเสียสละในส่วนของสัญญาณ Internet ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ (Cellular Data) เพราะถึงแม้จะใช้งาน Internet ไม่ได้ แต่ก็ยังต่ออายุให้ iPhone สามารถโทร-เข้าออกได้ไปอีกระยะหนึ่ง โดยเข้าไปที่ Setting > General > Network > Cellular Data = OFF



อริญญา ปอย

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ใกล้แล้ว! กูเกิลพร้อมปล่อยลูกเล่นใหม่บนอินเทอร์เน็ตทีวี

น่าจับตามองอย่างยิ่ง สำหรับการแข่งขันทางเทคโนโลยีในช่วงเวลานี้ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายต่างก็ออกผลิตภัณฑ์และลูกเล่นใหม่ ๆ มานำเสนอผู้บริโภคอยู่เสมอ มาล่าสุด ยักษ์ใหญ่วงการอินเทอร์เน็ตอย่าง "กูเกิล" (Google) ได้เตรียมออกบริการใหม่เอาใจคนรักการเล่นอินเทอร์เน็ตและชมโทรทัศน์ด้วยการรวมฟังก์ชั่นเข้าด้วยกันเป็น "อินเทอร์เน็ตทีวี" (Internet TV) แบบใหม่ที่สามารถใช้งานได้พร้อมกันซะเลย

ลูกเล่นใหม่ที่ว่านี้ จะรองรับกับการทำงานของ "กูเกิลทีวี" (Google TV) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานได้ใช้อินเทอร์เน็ตและรับชมรายการต่าง ๆ ทางโทรทัศน์ได้พร้อมกันทันที โดยที่ไม่ต้องเลือกเปลี่ยนไปเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือต่อสายเคเบิ้ลอื่น ๆ ให้ยุ่งยากอีกต่อไป นอกจากนั้นแล้ว ลูกเล่นใหม่ที่ว่านี้ยังมีฟังค์ชั่นในการรับชมคลิปต่าง ๆ บนยูทูบในระบบเอชดี (High Definition) อีกด้วย โดยกูเกิลเตรียมที่จะปล่อยให้ทดลองใช้กันแล้วที่ประเทศอังกฤษในช่วง 6 เดือนนับจากนี้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอีริค ชมิดต์ ประธานบริหาร ซึ่งดูแลในส่วนของภาพรวมธุรกิจ การดูแลพันธมิตร และลูกค้าของกูเกิล ก็เตรียมให้สัมภาษณ์กับสื่อในงานเทศกาลโทรทัศน์เอดินเบิร์ก (Edinburgh Television Festival) ในค่ำคืนนี้ โดยจะเริ่มใช้ลูกเล่นใหม่ที่ว่านี้กับรายการ "X Factor" รายการที่ค้นหาศิลปินนักร้องหน้าใหม่ผ่านการโหวตของคนทั้งประเทศ เพื่อให้ผู้ชมสามารถรับชมการถ่ายทอดสดของรายการ และร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ได้พร้อม ๆ กัน

นอกจากนี้ ก็เป็นที่คาดการณ์กันว่า หากลูกเล่นใหม่ของกูเกิลได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ก็จะทำให้กูเกิล ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สามารถต่อกรและเป็นคู่แข่งคนสำคัญของบริษัทอื่น ๆ ในตลาดโทรทัศน์ เฉกเช่นที่เป็นยักษ์ใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งขับเคี่ยวอย่างสูสีกับ "เฟซบุ๊ก" อยู่ในขณะนี้


อริญญา ปิ่นแก้วกาญจน์ ปอย

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

6 เรื่องจริงเกี่ยวกับ Firefox 6

หลังจากออก Firefox เวอร์ชัน 5 อย่างเป็นทางการไม่ถึง 2 เดือน วันนี้โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์จิ้งจอกไฟเวอร์ชัน 6 ปรากฎตัวให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว ต่อไปนี้คือ 6 ความจริงข้อสำคัญ ที่ชาวออนไลน์ทุกคนควรรู้เกี่ยวกับเบราว์เซอร์จากมูลนิธิ Mozilla เวอร์ชันล่าสุด

1. ตั้งค่าอนุญาตเฉพาะเว็บไซต์ได้

หลายคนรู้ว่า Firefox เวอร์ชันใหม่นั้นปรับให้ชาวออนไลน์มีความปลอดภัยในการท่องเว็บมากขึ้น แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าจิ้งจอกไฟเวอร์ชันใหม่สามารถตั้งค่าอนุญาตให้แสดง หรือบล็อกหน้าต่างป็อปอัพ (pop-ups) ได้แบบระบุชื่อเว็บไซต์ได้ เพราะทางเข้าคุณสมบัตินี้ไม่ได้แสดงไว้บนเมนูบาร์ แต่ชาวไฟร์ฟ็อกซ์ต้องพิมพ์ข้อความเรียกใช้ที่แอดเดรสบาร์

เพียงพิมพ์คำว่า "about:permissions" ที่แอดเดรสบาร์ หน้าต่างpermissions manager จะ ปรากฏขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ตั้งค่าอนุญาตได้ว่าให้เว็บไซต์ใดเก็บข้อมูลคุ้กกี้ ได้ หรือปิดกั้นไม่ให้เว็บไซต์ใดเก็บข้อมูลสถานที่ใช้งาน (location sharing) รวมถึงการเก็บข้อมูลรหัสผ่านไว้บนเว็บไซต์ ผู้ใช้สามารถเลือกปิดกั้นหรืออนุญาตทุกเว็บไซต์ หรือจะเลือกเฉพาะบางเว็บไซต์ที่ไว้วางใจก็ได้

2. เห็นชัดขึ้นว่าเว็บไซต์ไหนปลอดภัยหรือไม่

ไฟร์ฟ็อกซ์นั้นมีคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งคือ Site Identity Block ซึ่งจะปรากฏเป็นกล่องข้อความสีด้านซ้ายมือถัดจากที่อยู่ URL เว็บไซต์บนแอดเดรสบาร์ ครั้งนี้คุณสมบัตินี้ได้รับความสนใจจากมอลซิลา ซึ่งปรับปรุงรูปลักษณ์ใหม่ให้ดูง่ายขึ้น บน ความหวังให้ชาวออนไลน์รับรู้ได้เร็วขึ้นว่าเว็บไซต์ที่กำลังเปิดอยู่นั้น เป็นเว็บไซต์ที่มีความปลอดภัย หรือเป็นเว็บไซต์ล่อลวงที่แอบส่งต่อข้อมูลรหัสผ่านรวมถึงข้อมูลส่วนตัวไปยัง เซิร์ฟเวอร์ลับ (phishing)

คาดว่าคุณสมบัตินี้จะมีความสำคัญในยุคที่บริการคลาวด์คอมพิวติงจะมี อิทธิพลมากขึ้นใน 1-2 ปีนับจากนี้ และไม่เพียงไฟร์ฟ็อกซ์ แต่เบราว์เซอร์ยี่ห้ออื่นก็จะปรับปรุงความสามารถนี้อย่างต่อเนื่อง

3. จัดกลุ่มหน้าต่างย่อย (Tab) ได้เร็วขึ้น

หลังจากแจ้งเกิดตั้งแต่ Firefox 4 มาวันนี้คุณสมบัติ Panoramaซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถจัดกลุ่มแท็บให้ไม่ต้องอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงบริเวณด้าน บนของเบราว์เซอร์นั้นถูกพัฒนาให้มีความเร็วทันใจกว่าเดิม โดยไฟร์ฟ็อกซ์รุ่นล่าสุดยังแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในฟังก์ชัน Tab Groups ของไฟร์ฟ็อกซ์เวอร์ชัน 5 ซึ่งทำงานผิดพลาดเมื่อรีสตาร์ทโปรแกรมใหม่ได้แล้วเรียบร้อย

การเพิ่มประสิทธิภาพให้คุณสมบัติ Panorama ทำให้ไฟร์ฟ็อกซ์รุ่นนี้ได้รับคำชมว่าสามารถเปิดเว็บได้เร็วขึ้นอย่างชัดเจน หากผู้ใช้เปิดใช้งานคุณสมบัติ Panorama อยู่

4. Firefox Sync ดีกว่าเดิม

Firefox Sync นั้นเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ชาวออนไลน์สามารถเชื่อมต่อหรือซิงก์ (sync) ข้อมูลบุ๊กมาร์ก ประวัติการใช้งานเว็บ รหัสผ่าน รวมถึงการตั้งค่าต่างๆระหว่างโปรแกรมไฟร์ฟ็อกซ์บนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และโปรแกรมไฟร์ฟ็อกซ์ในอุปกรณ์พกพา (Firefox Mobile) ไฟร์ฟ็อกซ์เวอร์ชันล่าสุดจะทำให้ผู้ที่เปิดฟังก์ชันนี้ (enable) สามารถซิงก์บุ๊กมาร์กหรือข้อมูลรหัสผ่านที่สร้างใหม่ได้แบบทันที ถือว่าสะดวกและรวดเร็วกว่าเวอร์ชันก่อนมากนัก

5. เวอร์ชันใหม่สำหรับ Android พร้อมแล้ว

นอกจาก Firefox 6 สำหรับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป มอสซิลายังเปิดอัปเดทเวอร์ชันใหม่สำหรับอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) โดยปรับให้มีส่วนติดต่อผู้ใช้หรือหน้าตาโปรแกรม (UI) เหมาะกับการแสดงผลบนแท็บเล็ต และสามารถควบคุมการใช้งาน (navigation) ได้ดีขึ้น

ไม่เพียงพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายกว่าไฟร์ฟ็อกซ์สำหรับแอนดรอยด์ เวอร์ชันก่อน แต่ไฟร์ฟ็อกซ์เวอร์ชันใหม่ล่าสุดยังออกแบบให้อำนวยความสะดวกแก่นักพัฒนามาก ขึ้น ทำให้คุณสมบัติสำหรับนักพัฒนาบนไฟร์ฟ็อกซ์โมบายมีครบครันเหมือนบนไฟร์ฟ็อกซ์ สำหรับเดสก์ท็อป

6. เพิ่มคุณสมบัติสำหรับโปรแกรมเมอร์"เพียบ"

นี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ชาวออนไลน์ไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยน แปลงในไฟร์ฟ็อกซ์ 6 เพราะการเปลี่ยนแปลงในเวอร์ชันนี้มีความเกี่ยวพันกับโปรแกรมเมอร์นักพัฒนา มากเหลือเกิน

เช่น Scratchpad เครื่องมือใหม่ที่จะทำให้นักพัฒนาสามารถทดสอบโปรแกรมภาษาจาวาที่เพิ่งเขียน ขึ้นโดยไม่ต้องเข้าไปในส่วนควบคุม รวมถึงการเพิ่มความสามารถให้คุณสมบัติ WebSockets ซึ่งจะทำให้การสื่อสารระหว่างเซิร์ฟเวอร์และเบราว์เซอร์เป็นไปได้เร็วและราบ ลื่น

อริญญา (ปอย)

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

"เฟซบุ๊ค"เจ๋ง ออกแอพฯ"สนทนาได้เหมือนบีบี ใช้ได้กับไอโฟน-เครื่องระบบแอนดรอยด์

เฟซบุ๊คได้ออกแอพพลิเคชั่นใหม่ คือโปรแกรม "Facebook Messager"

ที่ทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์ไอโฟนและโทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์ สามารถสนทนาพูดคุยได้เหมือนโทรศัพท์มือถือแบล็คเบอรี่ โดยโปรแกรม สามารถนี้สนทนาได้ทั้งประเภทบุคคลและเป็นกลุ่ม รวมทั้งยังสามารถแสดงที่อยู่ของแต่ละบุคคล ด้วยการระบุสถานที่ขณะสนทนา ซึ่งจะทำให้กลุ่มสนทนาสามารถเห็นที่อยู่ของผู้สนทนาแต่ละคนได้ในแผนที่ของโปรแกรมฯ

นอกจากนี้ โปรแกรมนี้ยังสามารถแนบภาพไปพร้อมกับข้อความ ทำให้ผู้สนทนาด้วยสามารถเห็นภาพ และแสดงความเห็นภาพดังกล่าวได้ ขณะที่ผู้ใช้โปรแกรมนี้จะสามารถรู้ได้ทันทีเมื่อมีเพื่อนส่งข้อความเข้ามา เพราะจะมีการแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ และการสนทนาทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นข้อความ การแชทสนทนา อีเมล์ จะถูกจัดเก็บไว้ในแหล่งเดียวของระบบ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นประวัติการส่งข้อความใด ๆ ได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ แอพฯดังกล่าว ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรี ขณะนี้ได้ถูกปล่อยออกมาแล้วในสหรัฐ และคาดว่าจะทยอยให้ประเทศอื่น ๆ ดาวน์โหลดได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้

อริญญา (ปอย)

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข้อคิดระหว่างการเลือกใช้อินเตอร์เน็ตบ้าน กับ 3G

ข้อคิดระหว่างการเลือกใช้อินเตอร์เน็ตบ้าน กับ 3G

อินเตอร์เน็ตบ้านจะใช้งาน ต่างรูปแบบกับ 3G
โดย ADSL ใช้ได้เต็มสปีดไม่จำกัดปริมาณข้อมูล และความเร็วเสถียรที่กว่า

3G ทุกเครือค่าย แพ็คเกจ UNLIMITED จะมีนโยบายข้อหนึ่งที่เหมือนกัน
คือ ใช้ได้ไม่จำกัด แต่จะใช้งานที่ความเร็วสูงสุด อยู่ที่ข้อมูลระดับหนึ่ง
เช่น AIS 3G หรือ TRUE 3G จะใช้ที่ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 3GB.

ถ้าเกิน 3GB. ขึ้นไป จะถูกลดสปีดลงมา
โดย TRUE เหลืออยู่ที่ 256 kbps.
ถ้าเป็น AIS จำกัดไว้ที่ 384 kbps.

เรียกว่า fair usage policy เพื่อป้องกันคนเอาไปใช้งานผิดประเภท
เช่นโหลดบิท โหลดเพลง ฯลฯ อีกอย่าง ถึงจะเคลมไว้ที่ความเร็วสูงสุด
21 Mbps แต่เมื่อใช้งานจริง ก็จะไม่เกิน 12 Mbps โดยขึ้นอยู่กับอุปกรณ์
ที่ใช้ เช่น smart phone ก็จะมีไม่กี่รุ่น ที่สามารถรองรับได้ที่ความเร็วนี้ได้
อย่าง iPhone4 เองก็สามารถรองรับได้ที่ 7.2 Mbps. เท่านั้น

จากข้อมูลข้างต้นก็ขอให้เพื่อนๆที่คิดจะใช้บริการ อินเตอร์เน็ตบ้าน หรือ 3Gชั่งน้ำหนักด้วยตนเองว่า มีพฤติกรรมในการใช้ อินเตอร์เน็ต อย่างไรนะคะ

อริญญา (ปอย)

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์

กระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ดีควรหาข้อผิดพลาดให้ได้ แต่ต้องไม่สับสนเรื่องขั้น-ตอนในการพัฒนา ถ้าผลิตอย่างมีขั้นตอน ก็ควรมีความยืดหยุ่นพอสมควร และไม่ยึดติดกับขั้นตอนมากเกินไป จนทำให้โครงการล่าช้าหรือล้มเหลวเพราะเลือกใช้ขั้นตอนที่ไม่เหมาะสมกับประเภทของซอฟต์แวร์

ถ้าพบข้อผิดพลาดช่วงแรกๆ ก็จะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้มาก การศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ของบริษัทไอบีเอ็ม (IBM) บริษัทจีทีอี (GTE) และบริษัททีอาร์ดับเบิลยู (TRW) โดยนายแบรี บีม(Barry Boehm) ในปี ค.ศ. ๑๙๓๖ พบว่า ถ้าแก้ไขข้อผิดพลาดเมื่อพัฒนาซอฟต์แวร์เสร็จแล้วแทนที่จะแก้ไขตั้งแต่ตอนที่หนดคุณลักษณะของซอฟต์แวร์ ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น๑๐๐ เท่า ตัวอย่างของปัญหานี้เห็นได้อย่างชัดเจนในการแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ ปี ค.ศ. ๒๐๐๐ หรือที่เรียกว่า ปัญหาวายทูเค (Y2K) บริษัที่ออก-แบบซอฟต์แวร์ให้ใช้กับปีที่มีเลข ๔ หลักตั้งแต่ต้นแทบจะไม่เดือดร้อนในการแก้ไขเลย แต่ซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ต่างละเลยปัญหานี้ โดยยังคงใช้ปีเป็นเลข ๒ หลักอยู่ บางรายใช้อยู่เป็นสิบๆ ปี เมื่อถึงเวลาแก้ไขข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์ ก็ปรากฏว่าต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากถึงหลายสิบล้านบาท ร้อยล้านบาท หรือมากกว่านั้น

การพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างมีขั้นตอน มีหลายแบบและยังมีวิวัฒนาการอยู่อย่างต่อเนื่องเพราะสาขาทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์นี้ เพิ่งเกิดขึ้นในครึ่งหลังของศตวรรษที่ ๒๐ หากเทียบกับระยะเวลาที่มนุษยชาติศึกษากระบวนการสร้างที่อยู่อาศัยที่มีมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ก็นับได้ว่าสาขาวิชานี้ยังใหม่อยู่มาก ดังนั้น ในการเลือกกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องตั้งคำถามว่า กระบวนการใด "เหมาะ" ที่สุดสำหรับโจทย์ปัญหาและประเภทของซอฟต์แวร์ ไม่ใช่กระบวนการใด "ดี" ที่สุด

การพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ใช่กระบวนการที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่แน่นอนเหมือนเช่นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เนื่องจากซอฟต์แวร์ใช้สำหรับสั่งให้คอมพิวเตอร์ช่วยแก้โจทย์ปัญหาบางอย่างให้แก่มนุษย์ เมื่อสภาพของโจทย์ปัญหาหรือคอมพิวเตอร์เปลี่ยนแปลงไป ซอฟต์แวร์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม ซอฟต์แวร์ที่ขาดการทำนุบำรุงจึงเสื่อมคุณภาพ ทั้งที่ไม่ได้สึกหรอ ทั้งนี้เพราะไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

ในสมัยแรกๆ การผลิตซอฟต์แวร์มักไม่มีขั้นตอน คือ เริ่มต้นด้วยการเขียนซอฟต์แวร์เลยเมื่อมีปัญหาก็แก้ไข เขียนแล้วแก้สลับกันไปจนกว่าจะได้คุณลักษณะที่ต้องการ ผลก็คือ จะได้ซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนมาก หากต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในภายหลัง และผู้ที่แก้ไขไม่ใช่ผู้เขียนซอฟต์แวร์นั้นเอง ก็จะมีปัญหามาก มักทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงซอฟต์แวร์เกินกว่างบประมาณที่กำหนดไว้

ต่อมาได้มีการนำหลักวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์จึงแบ่งได้เป็น ๓ ระยะ คือ

๑. กำหนดคุณลักษณะซอฟต์แวร์ (Definition) เน้นว่าจะ "สร้างอะไร" โดยให้คำตอบว่า "โจทย์ปัญหาที่ต้องการแก้คืออะไร" และ "สิ่งที่จะใช้แก้ปัญหานี้คืออะไร"
๒. สร้างซอฟต์แวร์ (Development) เน้นว่าจะ "สร้างอย่างไร" โดยให้คำตอบเรื่อง "ทำอย่างไรจึงจะสร้างสิ่งที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้" และ "ทำอย่างไรจึงจะตรวจสอบหาข้อบกพร่องของสิ่งที่สร้างขึ้นได้ ตลอดจนสิ่งที่นำมาใช้แก้ปัญหารวมทั้งซอฟต์แวร์และเอกสารอธิบายซอฟต์แวร์"
๓. วิวัฒนาการของซอฟต์แวร์ (Evolution)เน้นว่าจะ "เปลี่ยนแปลงอย่างไร" โดยให้คำตอบเรื่อง "เมื่อสภาพการณ์หรือปัญหาเปลี่ยนแปลงไปต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถปรับปรุงสิ่งนั้นให้ยังคงใช้แก้ปัญหาได้"

แม่แบบของกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นขั้นตอนที่เก่าแก่ที่สุดนั้น เรียกกันว่า แม่แบบแบบขั้นน้ำตก (Waterfall Model) ซึ่งเมื่อลากเส้นเชื่อมต่อแต่ละขั้นตอนลงไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ก็จะมีลักษณะคล้ายน้ำตก

เพิ่มเติม http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C/

นางสาวอริญญา ปิ่นแก้วกาญจน์ ปอย

กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์

กระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ดีควรหาข้อผิดพลาดให้ได้ แต่ต้องไม่สับสนเรื่องขั้น-ตอนในการพัฒนา ถ้าผลิตอย่างมีขั้นตอน ก็ควรมีความยืดหยุ่นพอสมควร และไม่ยึดติดกับขั้นตอนมากเกินไป จนทำให้โครงการล่าช้าหรือล้มเหลวเพราะเลือกใช้ขั้นตอนที่ไม่เหมาะสมกับประเภทของซอฟต์แวร์

ถ้าพบข้อผิดพลาดช่วงแรกๆ ก็จะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้มาก การศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ของบริษัทไอบีเอ็ม (IBM) บริษัทจีทีอี (GTE) และบริษัททีอาร์ดับเบิลยู (TRW) โดยนายแบรี บีม(Barry Boehm) ในปี ค.ศ. ๑๙๓๖ พบว่า ถ้าแก้ไขข้อผิดพลาดเมื่อพัฒนาซอฟต์แวร์เสร็จแล้วแทนที่จะแก้ไขตั้งแต่ตอนที่หนดคุณลักษณะของซอฟต์แวร์ ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น๑๐๐ เท่า ตัวอย่างของปัญหานี้เห็นได้อย่างชัดเจนในการแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ ปี ค.ศ. ๒๐๐๐ หรือที่เรียกว่า ปัญหาวายทูเค (Y2K) บริษัที่ออก-แบบซอฟต์แวร์ให้ใช้กับปีที่มีเลข ๔ หลักตั้งแต่ต้นแทบจะไม่เดือดร้อนในการแก้ไขเลย แต่ซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ต่างละเลยปัญหานี้ โดยยังคงใช้ปีเป็นเลข ๒ หลักอยู่ บางรายใช้อยู่เป็นสิบๆ ปี เมื่อถึงเวลาแก้ไขข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์ ก็ปรากฏว่าต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากถึงหลายสิบล้านบาท ร้อยล้านบาท หรือมากกว่านั้น

การพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างมีขั้นตอน มีหลายแบบและยังมีวิวัฒนาการอยู่อย่างต่อเนื่องเพราะสาขาทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์นี้ เพิ่งเกิดขึ้นในครึ่งหลังของศตวรรษที่ ๒๐ หากเทียบกับระยะเวลาที่มนุษยชาติศึกษากระบวนการสร้างที่อยู่อาศัยที่มีมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ก็นับได้ว่าสาขาวิชานี้ยังใหม่อยู่มาก ดังนั้น ในการเลือกกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องตั้งคำถามว่า กระบวนการใด "เหมาะ" ที่สุดสำหรับโจทย์ปัญหาและประเภทของซอฟต์แวร์ ไม่ใช่กระบวนการใด "ดี" ที่สุด

การพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ใช่กระบวนการที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่แน่นอนเหมือนเช่นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เนื่องจากซอฟต์แวร์ใช้สำหรับสั่งให้คอมพิวเตอร์ช่วยแก้โจทย์ปัญหาบางอย่างให้แก่มนุษย์ เมื่อสภาพของโจทย์ปัญหาหรือคอมพิวเตอร์เปลี่ยนแปลงไป ซอฟต์แวร์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม ซอฟต์แวร์ที่ขาดการทำนุบำรุงจึงเสื่อมคุณภาพ ทั้งที่ไม่ได้สึกหรอ ทั้งนี้เพราะไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

ในสมัยแรกๆ การผลิตซอฟต์แวร์มักไม่มีขั้นตอน คือ เริ่มต้นด้วยการเขียนซอฟต์แวร์เลยเมื่อมีปัญหาก็แก้ไข เขียนแล้วแก้สลับกันไปจนกว่าจะได้คุณลักษณะที่ต้องการ ผลก็คือ จะได้ซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนมาก หากต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในภายหลัง และผู้ที่แก้ไขไม่ใช่ผู้เขียนซอฟต์แวร์นั้นเอง ก็จะมีปัญหามาก มักทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงซอฟต์แวร์เกินกว่างบประมาณที่กำหนดไว้

ต่อมาได้มีการนำหลักวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์จึงแบ่งได้เป็น ๓ ระยะ คือ

๑. กำหนดคุณลักษณะซอฟต์แวร์ (Definition) เน้นว่าจะ "สร้างอะไร" โดยให้คำตอบว่า "โจทย์ปัญหาที่ต้องการแก้คืออะไร" และ "สิ่งที่จะใช้แก้ปัญหานี้คืออะไร"
๒. สร้างซอฟต์แวร์ (Development) เน้นว่าจะ "สร้างอย่างไร" โดยให้คำตอบเรื่อง "ทำอย่างไรจึงจะสร้างสิ่งที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้" และ "ทำอย่างไรจึงจะตรวจสอบหาข้อบกพร่องของสิ่งที่สร้างขึ้นได้ ตลอดจนสิ่งที่นำมาใช้แก้ปัญหารวมทั้งซอฟต์แวร์และเอกสารอธิบายซอฟต์แวร์"
๓. วิวัฒนาการของซอฟต์แวร์ (Evolution)เน้นว่าจะ "เปลี่ยนแปลงอย่างไร" โดยให้คำตอบเรื่อง "เมื่อสภาพการณ์หรือปัญหาเปลี่ยนแปลงไปต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถปรับปรุงสิ่งนั้นให้ยังคงใช้แก้ปัญหาได้"

แม่แบบของกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นขั้นตอนที่เก่าแก่ที่สุดนั้น เรียกกันว่า แม่แบบแบบขั้นน้ำตก (Waterfall Model) ซึ่งเมื่อลากเส้นเชื่อมต่อแต่ละขั้นตอนลงไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ก็จะมีลักษณะคล้ายน้ำตก

เพิ่มเติม http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C/

นางสาวอริญญา ปิ่นแก้วกาญจน์ ปอย

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หลักความสำเร็จของการพัฒนาระบบงาน

หลักความสำเร็จของการพัฒนาระบบงาน
หลักการทำให้การพัฒนาระบบงานประสบความสำเร็จ ซึ่งนักวิเคราะห์ระบบควรรู้ถึงหลักการเหล่านี้ด้วย หลักความสำเร็จของการพัฒนาระบบ ได้แก่
1. ระบบเป็นของผู้ใช้
นักวิเคราะห์ระบบควรระลึกเอาไว้เสมอว่า ระบบเป็นของผู้ใช้ ซึ่งจะเป็นผู้ที่นำเอาระบบและผลงานที่ได้ทำการออกแบบไว้ไปใช้และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบธุรกิจของเข่า ผู้ใช้ระบบจึงมีส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้การพัฒนาระบบงานเป็นไปอย่างถูกต้อง และเพื่อตอบสนองกับความต้องการที่แท้จริง นักวิเคราะห์ระบบจะต้องนำเอาความเห็นของผู้ใช้ระบบมาเกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนของการพัฒนาระบบ ในวงจรการพัฒนาระบบงานจะต้องมีบทบาทของผู้ใช้ระบบอยู่เสมอทุกขั้นตอน การมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบของผู้ใช้ระบบ จะทำให้ผู้ใช้ระบบรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของระบบและจะลดแนวความคิดที่ว่าผู้ใช้ระบบถูกยัดเยียดงานใหม่ที่พัฒนาขึ้นโดยอัตโนมัติ แรงต่อต้านของระบบงานก็จะลดลง
2. ทำการจัดตั้งและแบ่งกลุ่มของระบบออกเป็นกลุ่มงานย่อย
กลุ่มงานย่อย ๆ ซึ่งแบ่งออกจากระบบใหญ่ ตามวงจรการพัฒนาระบบงาน ได้แบ่งขั้นตอนของการทำงานเป็นกลุ่มย่อย 4 ขั้นตอน ดังนี้

  • ขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบงาน (System Analysis)
  • ขั้นตอนการออกแบบและวางระบบงาน (System Analysis)
  • ขั้นตอนการนำระบบงานเข้าสู่ธุรกิจเพื่อใช้ปฏิบัติงานจริง (System Implementation)
  • ขั้นตอนการติดตามและดำเนินการภายหลังการติดตั้งระบบงาน (System Support)

สาเหตุที่ต้องมีการจัดแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ นั้น เพื่อที่จะให้ผู้บริหารโครงการหรือผู้พัฒนาระบบงานสามารถควบคุมความคืบหน้าของการพัฒนาระบบได้อย่างใกล้ชิด และสามารถที่จะกำหนดและควบคุมระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาระบบได้ดีขึ้นอีกด้วย
3. ขั้นตอนการพัฒนาระบบงานไม่ใช่แบบอนุกรม (Sequential Process)
ขั้นตอนในการพัฒนาระบบงานที่ได้กล่าวมา 2 ข้อแรกนั้น สามารถจะทำซ้อนกันได้ในลักษณะที่ไม่จำเป็นจะต้องรอให้ขั้นตอนแรกทำงานเสร็จก่อนจึงจะทำงานในขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมด้วย โดยบางขั้นตอน จะต้องรอให้การทำงานเสร็จ สมบูรณ์ก่อนจึงจะสามารถทำงานในขั้นต่อไปได้
4. ระบบงานข้อมูลถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง
การพัฒนาระบบงาน ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่แตกต่างจากการลงทุนซื้อสินค้ามาทำการขายต่อให้ผู้บริโภค สิ่งที่นักวิเคราะห์ระบบควรจะต้องคำนึงถึง คือ ทางเลือกต่าง ๆ ที่จะนำเงินไปลงทุน ซึ่งควรคิดทางเลือกของการพัฒนาระบบงานในหลาย ๆ งานและพิจารณาถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ รวมถึงการเปรียบเทียบต้นทุนและผลกำไรที่จะเกิดจากระบบงาน ว่าระบบงานนั้น ๆ คุ้มค่าที่จะทำการลงทุนหรือไม่
5. อย่ากลัวที่จะต้องยกเลิก
ทุกขั้นตอนของวงจรการพัฒนาระบบงานจะต้องมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ของระบบงาน นักวิเคราะห์ระบบจะมีโอกาสเสมอที่จะตัดสินใจว่าจะให้ระบบงานนั้นดำเนินต่อไปหรือยกเลิกระบบที่ได้มีการพัฒนาขึ้น ความรู้สึกของนักวิเคราะห์ระบบที่จะต้องถูกยกเลิกงานที่ทำมาตั้งแต่ต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะศึกษาวิเคราะห์ออกแบบจนออกมาเป็นระบบงานใดงานหนึ่งคงจะเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีนัก และไม่มีนักวิเคราะห์ระบบคนใดที่อยากจะเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่เมื่อการพัฒนาระบบงานไม่สามารถจะทำให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ระบบได้ การยกเลิกโครงการหรือระบบงานก็เป็นสิ่งที่จำเป็น
ข้อเสียต่อความกลัวที่จะต้องยกเลิกระบบงาน คือ

  • สุดท้ายแล้วระบบงานนั้นก็จะต้องทำการยกเลิกอยู่ดี เมื่อพยายามจะ หลีกเลี่ยงการยกเลิกระบบงาน
  • การดันทุรังให้ระบบงานที่ควรจะยกเลิกให้ทำงานต่อไป จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากไปลงทุนเพิ่มในระบบที่ไม่ควรจะลงทุน
  • ใช้เวลาและจำนวนคนเพิ่มมากขึ้น ทำให้งบประมาณบานปลาย จนไม่สามารถที่จะควบคุมได้

6. ทุกขั้นตอนของการพัฒนาระบบงานต้องมีการจัดทำเอกสารเพื่อใช้อ้างอิงเสมอ
การขาดการทำเอกสารประกอบหรือเอกสารอ้างอิงมักจะส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดต่อระบบงานและต่อนักวิเคราะห์ระบบ เพราะการจัดทำเอกสารมักจะถูกมองข้ามไป เนื่องจากเห็นว่าการจัดทำเอกสารเป็นสิ่งที่เสียเวลา แม้กระทั่งในส่วนของโปรแกรมเอง โปรแกรมเมอร์มักจะไม่นิยมเขียนคำอธิบายการทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าโปรแกรมส่วนนั้น ๆ ทำอะไร เพื่ออะไร ทั้งนี้เป็นการยากลำบากสำหรับการกลับมาแก้ไขโปรแกรมในขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งมีผลทำให้การบำรุงรักษาระบบเป็นการยากและเสียเวลา บางครั้งอาจจะไม่สามารถแก้ไขระบบได้ถึงขนาดที่จะต้องเริ่มการศึกษาวิเคราะห์และออกแบบระบบกันใหม่ การจัดทำเอกสารในที่นี้ หมายรวมถึงการบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ และแนวความคิด รวมทั้งข้อสรุปที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการพัฒนาระบบงานด้วย

http://itd.htc.ac.th/st_it50/it5016/nidz/Web_Analyse/unit2.html

นางสาวอริญญา ปิ่นแก้วกาญจน์ ปอย

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Web Application

เว็บ แอพพลิเคชั่น คือ การพัฒนาระบบงานบนเว็บ ซึ่งมีข้อดีคือ

ข้อมูลต่าง ๆ ในระบบมีการไหลเวียนในแบบ Online ทั้งแบบ Local (ภายในวง LAN) และ Global (ออกไปยังเครือข่ายอินเตอร์เน็ต) ทำให้เหมาะสำหรับงานที่ต้องการข้อมูลแบบ Real Time ระบบมีประสิทธิภาพ แต่ใช้งานง่าย เหมือนกับท่านทำกำลังท่องเว็บ ระบบงานที่พัฒนาขึ้นมาจะตรงกับความต้องการกับหน่วยงาน หรือห้างร้านมากที่สุด ไม่เหมือนกับโปรแกรมสำเร็จรูปทั่วไป ที่มักจะจัดทำระบบในแบบกว้าง ๆ ซึ่งมักจะไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริง ระบบสามารถโต้ตอบกับลูกค้า หรือผู้ใช้บริการแบบ Real Time ทำให้เกิดความประทับใจ เครื่องที่ใช้งานไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมใด ๆ เพิ่มเติมทั้งสิ้น
ตัวอย่างระบบงานที่เหมาะกับเว็บ แอพพลิเคชั่น เช่น
ระบบการจองสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เช่น การจองที่พัก การจองโปรแกรมทัวร์ การจองแผ่น CD-DVD ฯลฯ ระบบงานบุคลากร ระบบงานแผนการตลาด ระบบการสั่งซื้อแบบพิเศษ ระบบงานในโรงเรียน เช่น ระบบงานวัดและประเมินผล ระบบงานปกครอง ระบบงานห้องสมุด ระบบการลงทะเบียน เช็คเกรด ฯลฯ ระบบงานอื่น ๆ ที่ต้องการนำข้อมูลมา Online
ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บ แอพพลิเคชั่น ปกติจะใช้วิธีการคำนวณจากขอบเขตของระบบงาน และปริมาณของข้อมูลที่ไหลเวียนในระบบ รวมถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ ซึ่งทางเว็บ โปรแกรมเมอร์จะคำนวณราคาออกเป็นงาน ๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต่อไปนี้รวมกัน
ค่าจัดทำระบบงาน ค่าชื่อโดเมน และ Web Hosting (ในกรณีจะนำระบบออกทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต) ค่าบริการหลังการขาย ค่า Hardware และอุปกรณ์ด้านเครือข่าย เพิ่มเติม อื่น ๆ

เว็บเซอวิส คือ Web Application ยุคใหม่ ที่ประกอบด้วยส่วนย่อยๆมีความสมบูรณ์ในตัวเอง สามารถติดตั้ง ค้นหา เริ่มทำงานได้ผ่านเว็บ Web Service สามารถทำอะไรก็ได้ตั้งแต่งานง่ายๆ เช่นดึงข้อมูล จนถึงกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อน เมื่อ Web Service ตัวใดตัวหนึ่งเริ่มทำงาน Web Service ตัวอื่นก็สามารถรับรู้และเริ่มทำงานได้อีกด้วย
หลายคนอาจจะถามว่าทำไมต้องเป็น Web เพราะเรามี Middle Ware อื่นๆมากมายเช่น RMI Jini CORBA DCOM ฯลฯ แม้ Middle Ware เหล่านี้จะสามารถรองรับได้ แต่ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งที่เด่นจริง แต่ในเมื่อ Web มีจุดเด่นในเรื่องของการให้บริการข้อมูลที่สะดวก ใช้งานง่าย จึงกลายเป็นตัวประสาน Middle Ware ต่างๆ เข้าด้วยกันซึ่งจะให้คุยกันเองคงยากยิ่ง Web ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ Middle Ware เหล่านี้สามารถคุยกันได้ และมีประสิทธิภาพกว่าวิธีการเดิมๆ มาก
หากเรามองจากกรณีของ n-tier application จะพบว่า web service คือกลไกในการเข้าถึงบริการที่แต่ละ Middle Ware ให้บริการ การเข้าถึงจะอาศัย Listener และส่วนประกอบที่ระบุถึงบริการต่างๆ ที่รองรับการทำงาน โดยการทำงานจริงๆ นั้นก็ใช้วิธีการปกติของ Middle Ware นั้นๆ

นางสาวอริญญา ปิ่นแก้วกาญจน์ ปอย

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ลักษณะการจัดการสารสนเทศที่ดี

aaสมัยก่อน ในศูนย์คอมพิวเตอร์จะเห็นภาพผู้คนนั่งเจาะบัตรคอมพิวเตอร์ให้เป็นรหัสทั้งส่วนที่เป็นข้อมูลหรือโปรแกรม การทำงานในสมัยนั้นส่วนใหญ่ใช้การประมวลผลแบบกลุ่ม โดยนำข้อมูลเก็บไว้ในเทปบันทึก แล้วนำมาประมวลผล เพื่อทำรายงานตามความต้องการ การทำงานในลักษณะประมวลผลแบบกลุ่มก็ยังคงมีอยู่ถึงปัจจุบันโดยเฉพาะงานวิจัย
aaaaaการแจ้งผลสอบผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของธนาคาร ต้องมีการค้นหาข้อมูลผลสอบ และตอบให้ทราบทันทีทั้งที่เป็นระบบเสียงพูดและระบบแสดงผลบนจอภาพ เป็นตัวอย่างที่แสดงว่า การทำงานกับระบบฐานข้อมูลเริ่มมีความจำเป็นจะต้องมีการประมวลผลผ่านสายโทรศัพท์ที่เรียกว่า การประมวลผลแบบเชื่อมตรง การประมวลผลแบบนี้ มีการเรียกค้นหาข้อมูลและปรับปรุงแก้ไขข้อมูลได้ตลอดเวลา จึงนิยมใช้กันแพร่หลายมากขึ้น
aaaaaต่อมาไมโครคอมพิวเตอร์ได้เป็นที่นิยม โดยมีขีดความสามารถทางด้านความจุข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ (hard disk) เพิ่มขึ้นในขณะที่ราคาลดลง และมีโปรแกรมสำเร็จเกี่ยวกับการจัดการฐานข้อมูลที่ใช้ง่าย ๆ เกิดขึ้นหลายโปรแกรม แนวโน้มการใช้งานประมวลผลข้อมูลด้วยไมโครคอมพิวเตอร์จึงเป็นที่นิยมมากขึ้น
aaaaaเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา วิธีจัดการฐานข้อมูลก็ได็รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ การจัดการฐานข้อมูลจึงเป็นศาสตร์ที่มีการศึกษาเล่าเรียนกันในหลาย ๆ ระดับ การจัดการฐานข้อมูลจะยึดหลักการที่สำคัญคือ

aaaaa1) ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลเป็นแฟ้ม โดยกระจายอยู่ในหลาย ๆ แฟ้ม มักจะพบปัญหาของการปรับแก้ไขข้อมูล เพราะต้องคอยปรับปรุงข้อมูลให้ครบทุกแฟ้ม มิฉะนั้นจะพบกับปัญหาความซ้ำซ้อนของข้อมูล ซึ่งทำให้การบริหารข้อมูลทำได้ยากข้อมูลจึงควรได้รับการออกแบบและเก็บอยู่ในฐานข้อมูลที่ใดที่เดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อน
aaaaa
ในการกำหนดรูปแบบข้อมูลจะต้องทำให้ข้อมูลทั้งฐานข้อมูลเป็นรูปเดียวกัน เช่น การกำหนดข้อมูลชื่อ ให้ใช้ชื่อแล้วเว้นช่องว่างจึงเป็นนามสกุล และมีตำแหน่งต่อท้ายแทนการขึ้นต้น เช่น พ.ท. สมชาย ดีใจ เก็บเป็น สมชาย ดีใจ พ.ท. เป็นต้น เมื่อมีการกำหนดรูปแบบข้อมูลที่ชัดเจน และถือปฏิบัติใช้ทั้งฐานข้อมูลก็จะลดปัญหาการจัดการฐานข้อมูลลงไปได้มาก ทำให้ข้อมูลเป็นกลางและใช้ร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังมีหลายสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลในฐานข้อมูล ซึ่งจะต้องคำนึงถึงในการออกแบบฐานข้อมูล
aaaaa
ข้อมูลจะต้องใช้งานได้กับผู้ใช้หลาย ๆ ประเภท หรือหลายแบบ เช่น ข้อมูลในฐานข้อมูลของจังหวัด จะต้องใช้ได้ทุกอำเภอ
aaaaa
ความต้องการข้อมูลของแต่ละหน่วยงานอาจมีรายละเอียดที่ต่างกัน เช่น แผนกขายต้องการชื่อที่อยู่ของลูกค้าเพื่อติดต่อส่งเสริมการขาย แผนกติดตามหนี้ต้องการได้รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติหนี้ค้างของลูกค้า
aaaaa
การเรียกชื่อข้อมูล อาจจะเรียกแตกต่างกัน เช่น ชื่อสินค้า อาจเรียกได้หลายอย่างในชื่อสินค้าเดียวกัน
aaaaa
2) กำหนดมาตรฐานข้อมูล ในการสร้างฐานข้อมูลจะต้องให้ข้อมูลที่จัดเก็บเป็นมาตราฐาน มีการกำหนดรหัสที่เป็นมาตราฐาน มีการกำหนดคำหลัก (keyword) หรือค่าที่ใช้แทนข้อมูลอย่างเดียวกันเพื่อให้ได้ความหมายต่อการใช้งานที่ดี
aaaaa3) มีระบบป้องกันความปลอดภัยของข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลจำเป็นต้องจัดแบ่งระดับความสำคัญของข้อมูลเพื่อกำหนดผู้ใช้ มีการควบคุมข้อมูล เพื่อบ่งบอกว่าใครจะเป็นผู้แก้ไขหรือข้อมูลได้บ้าง มีการบันทึกประวัติการแก้ไขข้อมูลเพื่อตรวจสอบ ข้อมูลที่จัดเก็บนั้นอาจมีความสำคัญ ดังนั้นการแก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูลโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นอาจทำให้ข้อมูลเสียหายได้
aaaaa4) มีความเป็นอิสระจากโปรแกรม ระบบจัดการฐานข้อมูลที่ดีจะต้องเป็นระบบที่ข้อมูล และฐานข้อมูลมีความเป็นอิสระจากโปรแกรม ทำให้สามารถใช้โปรแกรมจัดการฐานข้อมูลใด ๆ จัดการฐานข้อมูลได้ การออกแบบให้ข้อมูลเป็นอิสระนี้ทำให้ข้อมูลใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกรูบแบบ
aaaaa5) รวมข้อมูลเป็นฐานข้อมูลกลาง แต่เดิมมีการเก็บข้อมูลแยกเป็นแฟ้มกระจัดกระจาย จึงต้องเก็บข้อมูลด้วยเทป แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถรวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกันเป็นฐานข้อมูลกลาง ทำให้ระบบการทำงานใช้ข้อมูลร่วมกันได้

aaaaaการดำเนินงานฐานข้อมูลจะต้องมีการจัดการเตรียมฐานข้อมูลและบริหารข้อมูล โดยจัดแบ่งแยก ปรับปรุงข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้องหน้าที่หลักของผู้บริหารฐานข้อมูล จึงประกอบด้วยการจัดเก็บข้อมูล การติดต่อประสานงานกับแหล่งข้อมูลและที่มาของข้อมูล จึงประกอบด้วยการจัดเก็บข้อมูล การติดต่อประสานงานกับแหล่งข้อมูลและที่มาของข้อมูลตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล แบ่งกลุ่ม จัดลำดับ กำหนดรหัสข้อมูล สรุปผลทำรายงาน คำนวณเก็บรักษาข้อมูลโดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและเชื่อถือได้ของข้อมูล การค้นหาข้อมูล การสำรวจข้อมูล และเผยแพร่แจกจ่ายข้อมูล

http://www.tanti.ac.th/Com-tranning/IT/technof3.htm#3.6

นางสาวอริญญา ปิ่นแก้วกาญจน์ ปอย

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วงจรการพัฒนาระบบ ( System Development Life Cycle :SDLC)

วงจรการพัฒนาระบบ ( System Development Life Cycle :SDLC)

ระบบสารสนเทศทั้งหลายมีวงจรชีวิตที่เหมือนกันตั้งแต่เกิดจนตายวงจรนี้จะเป็นขั้นตอน ที่เป็นลำดับตั้งแต่ต้นจนเสร็จเรียบร้อย เป็นระบบที่ใช้งานได้ ซึ่งนักวิเคราะห์ระบบต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าในแต่ละขั้นตอนจะต้องทำอะไร และทำอย่างไร ขั้นตอนการพัฒนาระบบมีอยู่ด้วยกัน 7 ขั้น ด้วยกัน คือ

1. เข้าใจปัญหา ( Problem Recognition)
2. ศึกษาความเป็นไปได้ ( Feasibility Study)
3. วิเคราะห์ ( Analysis)
4. ออกแบบ ( Design)
5. สร้างหรือพัฒนาระบบ (Construction)
6. การปรับเปลี่ยน ( Conversion)
7. บำรุงรักษา (Maintenance)

สรุป ขั้นตอนที่ 1: เข้าใจปัญหา
หน้าที่ : ตระหนักว่ามีปัญหาในระบบ
ผลลัพธ์ : อนุมัติการศึกษาความเป็นไปได้
เครื่องมือ : ไม่มี
บุคลากรและหน้าที่ความรับผิดชอบ : ผู้ใช้หรือผู้บริหารชี้แจงปัญหาต่อนักวิเคราะห์ระบบ

สรุปขั้นตอนที่ 2 : การศึกษาความเป็นไปได้ ( Feasibility Study)
หน้าที่ : กำหนดปัญหา และศึกษาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบ
ผลลัพธ์ : รายงานความเป็นไปได้
เครื่องมือ : เก็บรวบรวมข้อมูลของระบบและคาดคะเนความต้องการของระบบ

สรุป ขั้นตอนที่ 3 : การวิเคราะห์ ( Analysis)
หน้าที่ : กำหนดความต้องการของระบบใหม่ (ระบบใหม่ทั้งหมดหรือแก้ไขระบบเดิม)
ผลลัพธ์ : รายงานข้อมูลเฉพาะของปัญหา
เครื่องมือ : เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล , Data Dictionary, Data Flow Diagram, Process Specification, Data Model, System Model, Prototype, system Flowcharts

สรุปขั้นตอนที่ 4 : การออกแบบ ( Design)
หน้าที : ออกแบบระบบใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้และฝ่ายบริหาร
ผลลัพธ์ : ข้อมูลเฉพาะของการออกแบบ( System Design Specification)
เครื่องมือ : พจนานุกรมข้อมูล Data Dictionary, แผนภาพการไหลของข้อมูล ( Data Flow Diagram), ข้อมูลเฉพาะการประมวลผล ( Process Specification ), รูปแบบข้อมูล ( Data Model), รูปแบบระบบ ( System Model), ผังงานระบบ ( System Flow Charts), ผังงานโครงสร้าง (Structure Charts), ผังงาน HIPO (HIPO Chart), แบบฟอร์มข้อมูลขาเข้าและรายงาน

สรุปขั้นตอนที่ 5 : การพัฒนาระบบ ( Construction)
หน้าที่ : เขียนและทดสอบโปรแกรม
ผลลัพธ์ : โปรแกรมที่ทดสอบเรียบร้อยแล้ว เอกสารคู่มือการใช้ และการฝึกอบรม
เครื่องมือ : เครื่องมือของโปรแกรมเมอร์ทั้งหลาย Editor, compiler,Structure Walkthrough, วิธีการทดสอบโปรแกรม การเขียนเอกสารประกอบการใช้งาน

ขั้นตอนที่ 6 : การปรับเปลี่ยน (Construction)
ขั้นตอนนี้บริษัทนำระบบใหม่มาใช้แทนของเก่าภายใต้การดูแลของนักวิเคราะห์ระบบ การป้อนข้อมูลต้องทำให้เรียบร้อย และในที่สุดบริษัทเริ่มต้นใช้งานระบบใหม่นี้ได้

การนำระบบเข้ามาควรจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย ที่ดีที่สุดคือ ใช้ระบบใหม่ควบคู่ไปกับระบบเก่าไปสักระยะหนึ่ง โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันแล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์ว่าตรงกันหรือไม่ ถ้าเรียบร้อยก็เอาระบบเก่าออกได้ แล้วใช้ระบบใหม่ต่อไป

ขั้นตอนที่ 7 : บำรุงรักษา (Maintenance)
การบำรุงรักษาได้แก่ การแก้ไขโปรแกรมหลังจากการใช้งานแล้ว สาเหตุที่ต้องแก้ไขโปรแกรมหลังจากใช้งานแล้ว สาเหตุที่ต้องแก้ไขระบบส่วนใหญ่มี 2 ข้อ คือ 1. มีปัญหาในโปรแกรม ( Bug) และ 2. การดำเนินงานในองค์กรหรือธุรกิจเปลี่ยนไป จากสถิติของระบบที่พัฒนาแล้วทั้งหมดประมาณ 40% ของค่าใช้จ่ายในการแก้ไขโปรแกรม เนื่องจากมี " Bug" ดังนั้นนักวิเคราะห์ระบบควรให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษา ซึ่งปกติจะคิดว่าไม่มีความสำคัญมากนัก



นางสาวอริญญา ปิ่นแก้วกาญจน์ (ปอย)

ส่วนประกอบของ DFD

ส่วนประกอบของ DFD
เพื่อให้การเขียนแผนภาพการไหลของข้อมูลเป็นมาตรฐานและมีแบบแผนที่ถูกต้อง ในที่นี้จะใช้สัญลักษณ์ในการเขียน DFD ตามทฤษฎีของ SSADM (Structure Systems Analysis and Design Method) ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 สัญลักษณ์ ดังต่อไปนี้

1. สัญลักษณ์แทนการประมวลผล (Process)

2. สัญลักษณ์แทนกระแสข้อมูลเป็นลูกศร (Data Flow)

3. สัญลักษณ์แทนแหล่งเก็บข้อมูล (Data Store) เป็นเส้นขนาน 2 เส้น ปลายปิด 1 ด้าน

4. สัญลักษณ์แทนสิ่งที่อยู่นอกระบบ (External หรือ Terminators)



รูปที่ 2 แสดงสัญลักษณ์ในการเขียน DFD

เราจะใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ข้างต้นนี้เพื่อเขียนแผนการไหลของข้อมูล เพื่ออธิบายกระบวนการทำงานเป็นแผนภาพ ให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
1. สัญลักษณ์แทนการประมวลผล (Process)
รูปสี่เหลี่ยมมีหมายเลขและชื่อกำกับ เป็นสัญลักษณ์แทนขั้นตอนในกระบวนการทำงาน จะกระทำให้ลักษณะของข้อมูลเปลี่ยนแปลงไป ดังตัวอย่าง

การประมวลผลจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลขาเข้าเป็นผลลัพธ์ นั่นหมายความว่า จะต้องมีการกระทำบางอย่างต่อข้อมูลทำให้เกิดผลลัพธ์ขึ้นมา โดยปกติแล้วข้อมูลที่เข้าสู่โพรเซสจะแตกต่างจากข้อมูลเมื่ออกจากโพรเซส

โพรเซสเป็นตัวอย่างอันหนึ่งของ "กล่องดำ" หมายถึง เราทราบว่าข้อมูลเป็นอะไร ผลลัพธ์อะไรที่เราต้องการ และหน้าที่โดยทั่วๆไปของโพรเซส แต่จะไม่ทราบว่าโพรเซสนั้นทำงานอย่างไร หลักการของกล่องดำมีประโยชน์ในการเขียนแผนภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล โดยที่ยังไม่ต้องการทราบในรายละเอียดว่าโพรเซสนั้นมีรายละเอียดอะไรบ้าง ซึ่งสามารถหารายละเอียดเหล่านั้นได้ในภายหลัง
ชื่อโพรเซสเป็นตัวบอกว่าโพรเซสนั้นทำหน้าที่อะไร คำที่ใช้ควรมีความหมายที่แน่นอน ควรจะใช้คำกริยา เช่น แก้ไข พิมพ์ คำนวณ เป็นต้น ถ้าการทำงานใดที่เราไม่สามารถหาคำแทนได้อย่างเหมาะสม อาจจะหมายความว่า งานนั้นๆ ไม่ใช่โพรเซสก็ได้ โพรเซสใดไม่สามารถแยกย่อยออกไปได้อีก จะมีสัญลักษณ์ * กำกับอยู่ด้วย จะปรากฏที่โพรเซสในระดับล่างสุดของ DFD

จากรูปตัวอย่างข้างต้น แสดงว่าโพรเซส คำนวณภาษี เป็นกระบวนการหรือกิจกรรมสุดท้ายในการทำงาน ไม่สามารถแยกย่อยออกไปได้อีก


นางสาวอริญญา ปิ่นแก้วกาญจน์ (ปอย)

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ภาษา Perl

ภาษา Perl ย่อมาจากคำว่า Practical Extraction and Report Language ถูกพัฒนาขึ้นโดยนายแลร์รี วอลล์ (Larry Wall) ในปี 1996 เพื่อใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Unix ซึ่งในขณะนั้นการพัฒนาแอพพลิเคชันบนระบบ Unix เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและต้องมีความรู้ความเข้าใจในภาษาโปรแกรมหลายภาษา เพราะในขณะนั้นภาษาโปรแกรมแต่ละภาษาจะทำงานในเครื่องใดเครื่องหนึ่งโดยเฉพาะ การจะทำงานออกมาสักงานหนึ่งจะต้องใช้โปรแกรมแทบทุกภาษาที่มีในขณะนั้น อย่างเช่น ในส่วนของการทำงานกับไฟลืต้องใช้ภาษา awk หรือ grep และแก้ไขไฟล์ด้วยภาษา ded เป็นต้น


ภาษา Perl ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานทุกส่วนเสร็จสมบูรณ์ในตัวเองไม่ต้องไปเรียกใช้ภาษาอื่นอีก โดยที่ภาษา Perl ได้รวบรวมเอาข้อดีของภาษาต่างๆ ในขณะนั้นเข้ามาไว้ด้วยกัน อย่างเช่นภาษา grep/awk, sh, sed และ C ทำให้การสร้างแอพพลิเคชั่นบนระบบปฏิบัติการ Unix เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญภาษา Perl ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานง่าย


ในปัจจุบันภาษา Perl สามารถใช้งานกับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Unix, Linux, MVS, VMS, OS/2, Amiga และ Windows นอกจากนี้ด้วยความสามารถที่สำคัญของภาษา Perl ที่สามารถทำงานได้หลายด้าน เป็นเหตุให้ตัวภาษา Perl ถูกนำมาใช้เขียนโปรแกรมบนอินเทอร์เน็ตประเภทต่างต่าง เช่น เว็บ E-Commerce

ภาษา Perl ดีอย่างไร
สำหรับข้อดีหลักๆ ที่สำคัญของการใช้งานภาษา Perl พอสรุปได้ดังนี้


1.
ง่ายต่อการเรียนรู้ โดยภาษา Perl มีโครงสร้างของภาษาไม่ซับซ้อนเข้าใจง่าย ซึ่งโครงสร้างภาษา Perl จะคล้ายกับภาษา C มาก เพราะภาษา Perl สร้างขึ้นมาโดยใช้ภาษา C ทำให้ผู้ที่คุ้นเคยภาษา C อยู้แล้วใช้งานภาษา Perl ได้ไม่ยาก นอกจากนี้โดยตัวภาษาเองมีความยืดหยุ่นสูงทำให้การจัดการกับงานด้านข้อความ และ Text File ได้เป้นอย่างดี

2. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตัวแปรภาษา Perl อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU

3. ใช้ได้หลายแพลตฟอร์ม ในช่วงแรกภาษา Perl ถูกออกแบบใช้งานกับระบบ Unix อยู่ก็จริง แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวแปลภาษา Perl ให้สามารถใช้กับระบบปฏิบัติการอื่นๆ อาทิเช่น Linux, Windows 95/98/ME, Windows NT, Windows 2000, OS/2, Macintosh

4. ภาษา Perl ถูกสร้างขึ้นโดยได้รวบรวมเอาส่วนดีของภาษาต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน อาทิเช่น ภาษา C, grep/awk, sh, sed

5. ภาษา Perl เป็นภาษาประเภท Server side Script คือการทำงานของภาษา Perl จะทำงานด้านฝั่ง Server แล้วส่งผลลัพธ์กลับมายัง Client ทำให้มีความปลอดภัยสูง


เพิ่มเติม http://www.kmitl.ac.th/~s8060601/perlwww/perl_ch1.htm


นางสาวอริญญา ปิ่นแก้วกาญจน์ (ปอย)