แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 51040864 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 51040864 แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

รวม Key ลัดสำหรับ Windows 7

ใน Windows 7 นั้น มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามามากมาย โดยมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน คีย์ลัด หรือ Shortcut Key ก็เป็นอีกความสามารถหนึ่งที่ทำให้การใช้งานต่างๆ สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะสามารถทำให้ผู้ใช้ สามารถจัดการกับหน้าต่าง หรือ โปรแกรมต่างๆ ได้ด้วยการกดปุ่มบนคีย์บอร์ดเพียงสองสามปุ่มเท่านั้น วันนี้ เรามีข้อมูลของคีย์ลัดต่างๆ ที่มีใช้ใน Windows 7 มาฝากกันครับ



คีย์ลัดสำหรับจัดการหน้าต่าง

* Win+Home: ย่อหน้าต่างอื่นๆ ทั้งหมด ยกเว้นหน้าที่กำลังใช้อยู่
* Win+Space: เรียกใช้ Aero Peek (ทำให้หน้าต่างใสทั้งหมด)
* Win+Up arrow: ขยายหน้าต่างเต็มจอ (Maximize)
* Shift+Win+Up arrow: ขยายหน้าต่างเต็มจอ (เฉพาะด้านบน และล่าง)
* Win+Down arrow: ย่อหน้าต่างจากเต็มจอเป็นขนาดย่อ (Restore Down)
* Win+Left/Right arrows: ย้ายหน้าต่างไปทางซ้าย หรือขวา (Dock)
* Shift+Win+Left/Right arrows: ย้ายหน้าต่างไปยังจอด้านซ้าย หรือขวา (มีผลเมื่อใช้จอมากกว่าหนึ่งจอ)

หรือถ้าใครไม่สะดวกใช้คีย์บอร์ดก็อาจใช้เมาส์แทนได้เช่นกัน

* คลิกลากหน้าต่างไปขอบจอด้านบน : ขยายเต็มจอ (Maximize)
* คลิกลากหน้าต่างไปขอบจอด้านซ้าย/ขวา : ย้ายหน้าต่างไปทางซ้าย/ขวา (Dock)
* เขย่าหน้าต่าง (คลิกที่หน้าต่าง แล้วลากไปทางซ้าย-ขวา) : ย่อหน้าต่างอื่นๆ ทั้งหมด ยกเว้นหน้าต่างที่คลิก
* ดับเบิ้ลคลิกขอบหน้าต่างด้านบน : ขยายหน้าต่างเต็มจอ (เฉพาะด้านบน และล่าง)

คีย์ลัดสำหรับทาสก์บาร์

* Win+number (1-9): เปิดโปรแกรมที่ปักหมุด (pin) อยู่บนทาสก์บาร์นับเรียงจากซ้ายไปขวา
* Shift+Win+number (1-9): เปิดโปรแกรมที่ปักหมุด (pin) บนทาสก์บาร์ในหน้าใหม่ (กรณีที่โปรแกรมนั้นกำลังทำงานอยู่)
* Ctrl+Win+number (1-9): Cycles through open windows for the application pinned to the taskbar in that position.
* Alt+Win+number (1-9): เปิดเมนู Jumplist ของโปรแกรมที่ปักหมุด (pin) บนทาสก์บาร์
* Win+T: โฟกัสไปที่โปรแกรมที่ปักหมดบนทาสก์บาร์ สามารถกดซ้ำเพื่อเลื่อนไปที่โปรแกรมถัดไป หรืออาจใช้ลูกศรซ้ายขวาเลื่อนไปก็ได้
* Win+B: โฟกัสไปที่โปรแกรมบน System Tray

หรืออาจจะใช้เมาส์ร่วมกับคีย์บอร์ด เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นก็ได้

* Shift+Click on a taskbar button: เปิดโปรแกรมที่ปักหมุด (pin) บนทาสก์บาร์ในหน้าใหม่ (กรณีที่โปรแกรมนั้นกำลังทำงานอยู่)
* Ctrl+Shift+Click on a taskbar button: เปิดโปรแกรมโดยใช้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ (Administrator)
* Shift+Right-click on a taskbar button: เรียกเมนูคลิกขวาแบบคลาสสิก (แบบใน Windows XP)
* Shift+Right-click on a grouped taskbar button: เรียกเมนูคลิกขวาแบบกลุ่ม
* Ctrl+Click on a grouped taskbar button: สลับหน้าต่างของโปรแกรมที่เปิดซ้อนกันหลายหน้าต่าง

คีย์ลัดอื่นๆ

นอกจากการจัดการหน้าต่าง และการใช้งานบนทาสก์บาร์แล้ว ใน Windows 7 ก็ยังมีการเพิ่มคีย์ลัดสำหรับใช้งานในส่วนอื่นๆ อีกหลายจุดด้วย

* Ctrl+Shift+N: สร้างโฟลเดอร์ใหม่
* Alt+Up: ไปยังโฟลเดอร์ที่อยู่เหนือโฟลเดอร์ปัจจุบัน (ใช้ใน Windows Explorer)
* Alt+P: เปิดใช้งานแถบพรีวิว
* Shift+Right-Click on a file: เพิ่มคำสั่ง Copy as Path ไปในเมนูคลิกขวา ( Copy as Path คือการคัดลอกที่อยู่ไฟล์นั้น)
* Shift+Right-Click on a file: เพิ่มที่อยู่พิเศษในเมนู Send to
* Shift+Right-Click on a folder: เพิ่มคำสั่ง Command Prompt Here ในเมนูคลิกขวา ( Command Prompt Here คือการเปิดหน้า CMD ในโฟลเดอร์นั้น ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่ง CD ซ้ำๆ กันเพื่อเข้าในโฟลเดอร์ที่ต้องการ)
* Win+P: ตั้งค่าการแสดงผลสำหรับการแสดงผลหลายหน้าจอ
* Win+(+/-): ซูมหน้าจอเข้า/ออก
* Win+G: สลับเรียกใช้ Gadgets บนหน้าจอ

ที่มา : http://www.itexcite.com

พิเชฐ โพธิ์สุวรรณ (บิ๊กเอ็ม)

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

"5 ตำแหน่งงานไอที" ที่ร้อนแรงสุดในไทย

จากการสำรวจแนวโน้มสายอาชีพไอทีในปัจจุบัน พบว่ามีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ทุกบริษัททุกองค์กรสมัยนี้ล้วนขับเคลื่อนด้วยไอทีทั้งสิ้น

ถ้ามององค์กรบริษัทเป็นยานพาหนะ ผู้บริหารเป็นคนขับ เทคโนโลยีก็คงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องยนต์ที่จะผลักดันองค์กรไปข้างหน้า หากองค์กรไม่สรรหาเทคโนโลยีและคนสายอาชีพนี้มาดูแล ก็คงแข่งกับใครไม่ได้ (ลองนึกถึงผู้บริหารขี่รถเต่าแข่งกับขี่รถสปอร์ต) ทำให้เทคโนโลยีโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์/ไอทีเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก

ARiP ได้ทำการสำรวจเวบไซท์หางานยอดฮิตอย่าง JOBSDB.com Jobsmartthailand.com หรือบริษัทด้านทรัพยากรบุคคลอย่าง อเด็คโก้ ต่างให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า อนาคตสายงานอาชีพไอทียังสดใส โดยเฉพาะ 5 ตำแหน่งไอทีสุดฮ็อตดังต่อไปนี้

  1. Programmer
  2. System Analyst
  3. Web Programmer
  4. Programmer Analyst
  5. Software Engineer

ส่วนแนวโน้มเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงสำหรับสายอาชีพไอที รู้ไว้ไม่มีตกงาน ได้แก่

  • Server visualization
  • Collaboration technologies (“Web 2.0”)
  • Rich Internet apps
  • Mobile apps
  • Cross-platform support
  • Web services

ใครประสบการณ์โชคโชน อยากอัพเงินเดือน หรือเปลี่ยนงานใหม่ ก็อย่าลืมสะสมผลงานที่เคยทำไว้เพื่อเป็น Portfolio โชว์ผลงานชิ้นโบว์แดงให้นายจ้างเห็นฝีมือของคุณ เพราะตำแหน่งงานข้างต้นเปิดรับมากที่สุดในระดับ Middle (ระดับกลาง / หัวหน้างาน) ซึ่งหมายถึงความต้องการรับคนที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว รองลงมาเป็น Entry Level (หน้าใหม่ไฟแรงไร้ประสบการณ์) สุดท้ายนี้ เออาร์ไอพีขอเป็นกำลังใจให้คนไอทีทุกคนรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน ใครเงินเดือนเยอะล่ำซำก็มาแบ่งกันได้นะเด้อ :P

ที่มา : http://www.arip.co.th/news.php?id=414310

นายพิเชฐ โพธิ์สุวรรณ (บิ๊กเอ็ม)

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จะยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ค Windows 7 ให้นานที่สุดได้อย่างไร?

คอมพิวเตอร์ที่ใช้รัน Windows 7 ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าไฟลงได้มากกว่า 1,200 (ประมาณ 40 เหรียญฯ) บาททต่อเครื่องต่อปี ซึ่งอานิสงฆ์นี้ยังส่งผลถึงการบริหารจัดการพลังงานบนโน้ตบุ๊คที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ผู้ใช้จะต้องมีความเข้าใจพื้นฐานของระบบเสียก่อน จึงจะสามารถรีดพลังงานจากแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คที่รัน Windows 7 ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ทราบไหมว่า นอกจากส่วนแสดงผลของโน้ตบุ๊คที่สวาปามพลังงานไฟฟ้ามากกว่าเพื่อนแล้ว ยังมีอุปกรณ์ส่วนไหนของเครื่องอีกที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ไม่แพ้กัน โพรเซสเซอร์? Wi-Fi และ Bluetooth? หรือ ลำโพง? ผมว่าอย่าเดาดีกว่า กราฟวงกลมข้างล่างนี้จะทำให้คุณผู้อ่านได้ทราบความจริงว่า ในโน้ตบุ๊คหนึ่งเครื่องมีการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ส่วนใดบ้างมากน้อยอย่างไร? เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการเลือกระบบจัดการพลังงานที่จะทำให้ใช้งานโน้ตบุ๊คจากแบตฯที่เหลืออยู่ได้นานที่สุดนั่นเอง

ในส่วนของ Windows Vista จะโดนวิจารณ์อย่างหนักพอสมควรสำหรับระบบจัดการพลังงานแบตเตอรี่ที่พบว่า มันยังหมดค่อนข้างเร็ว ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว ทางไมโครซอฟท์จึงได้พยายามอย่างหนักในการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่บนระบบปฏิบัติการ Windows 7 อย่างไรก็ตาม หากแบตเตอรี่ของโน้ตบุ๊คคุณเก่าเสียเหลือเกินยังไงๆ มันก็หมดเร็วไม่ต้องสงสัย และนั่นเป็นสัญญาณถึงเวลาซื้อแบตเตอรี่ก้อนใหม่ได้แล้ว แต่ถ้าแบตฯของคุณยังสุขภาพดีอยู่ ทิปเหล่านี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตฯได้

กลับมาดูที่ประเด็นหลักของทิปนี้ ซึ่งจะพูดถึงโน้ตบุ๊คที่รัน Windows 7 เป็นสำคัญ ก่อนอื่นต้องบอกว่า แผงควบคุมการจัดการพลังงานของ Windows 7 ทำออกมาได้ดีทีเดียว โดยมันเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งความสว่างของหน้าจอ และเลือกแผนการใช้พลังงานไว้ใช้ได้เลย โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงระบบการจัดการพลังงานของ Windows 7 ได้ด้วยการกดปุ่ม Windows+X ซึ่งที่นี่จะเปิดโอกาสให้คุณปรับเปลี่ยนได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ ความสว่างไปจนถึงการกำหนดแผนการใช้พลังงาน ถ้าคุณต้องการตัวเลือกที่ละเอียดกว่า คุณก็สามารถคลิกที่ไอคอน Battery ใน System Tray บนTaskbar ของคุณ แล้วเลือก More power options

คราวนี้คุณผู้อ่านก็สามารถเปลียนแปลงการใช้พลังงานของโน้ตบุ๊คได้เมื่อต้องการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลดความสว่าง เมื่อไรถึงจะเข้า sleep mode หรือแม้แต่กำหนดความสว่างก่อนเสียบปลั๊ก และหลังเสียบปลั๊ก นอกจากการปรับลดแสงสว่างของหน้าจอ เพื่อประหยัดพลังงานแล้ว คุณผู้อ่านสามารถเข้าไปวางแผนการใช้พลังงานได้ที่change advanced power settings คุณจะสามารถเปลียนค่าการใช้พลังงานต่างๆ ได้อย่างละเอียดตั้งแต่ความเร็วของ processor (ช้าลงก็ใช้ไฟน้อยลง เอาไว้เลือกตอนที่แบตฯเหลือน้อยเต็มที) ระบบความเย็น (กรณีนั่งทำในห้องที่มีแอร์เย็นฉ่ำ) ตลอดจนการกำหนดการทำงานของปุ่ม Power

นอกจากลดการใช้พลังงานโดยอุปกรณ์ทีกินไฟหลักๆ อย่าง หน้าจอ ซีพียู ชิปเซต แล้ว ยังมี Wi-Fi ซึ่งหากไม่ได้เชื่อมต่อ แต่เปิดสวิทช์นี้ไว้ มันก็จะพยายามเสาะแสวงหาเน็ตเวิร์กตลอดเวลา เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่าย ซึ่งกินไฟไม่ใช่น้อย หากคุณกำลังพิมพ์งาน หรืออ่านอีบุ๊ค ปิดสวิทช์ Wi-Fi ไปซะจะดีกว่านะครับ ส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้แต่นอนแช่อยู่ใน Taskbar ก็เปลืองพลังงานเหมือนกัน อันไหนไม่ใช้ปิดไปเถอะ ในกรณีที่เครื่องของคุณมี RAM น้อย และคุณต้องรันโปรแกรมอย่างน้อย 2-3 ตัวพร้อมกันอยู่เป็นประจำ ทำให้ต้องสลับการทำงานไปมา แน่นอนว่า ภาระส่วนหนึ่งจะตกไปอยู่ที่ฮาร์ดดิสก์ที่ต้องใช้ทำหน้าที่แทนหน่วยความจำ และลงท้ายด้วยการใช้พลังงานแบตฯทีมากโดยไม่ตั้งใจอยู่ดี กรณีนี้แนะนำว่า ลงทุนซื้อ RAM เพิมเถอะนะ คงจะพอหอมปากหอมคอนะครับ สำหรับทิปการประหยัดพลังงานแบตฯ โน้ตบุ๊ค Windows 7 หากให้แนะนำทุก Options คงหลายสิบหน้าแน่ๆ เลย ยังไงตอนปรับแต่งให้คอยสังเกตด้วยว่า Windows 7 รายงานเวลาใช้แบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร? ขอให้สนุกกับ Windows 7 นะครับ

ที่มา : http://www.arip.co.th/tips.php?id=412463
พิเชฐ โพธิ์สุวรรณ (บิ๊กเอ็ม)


วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

มาเริ่มทำโปรเจ็คจบ (Senior Project) กันเถอะ

ผมไปอ่านเจอบทความดีๆ มีคนเขียนไว้ เลยเอามาให้เพื่อนๆอ่านกันครับ

ขั้นตอนการเริ่้มต้นการทำโปรเจ็คจบ (Senior Project)

1. หาอาจารย์ที่ปรึกษา

เนื่องด้วยยังรู้สึกว่าตัวเองยังอ่อนด้อยใน เชิงประสบการณ์และความรู้ที่มีอยู่ในโลกกว้างนี้อยู่มากมาย แบบว่าเรียนมาตั้ง 3 ปีเต็ม ถ้าถามว่าที่เรียนมาชอบวิชาอะไรมากสุด ก็คงจะตอบไม่ได้ เพราะกราฟชีวิตการเรียนของออฟมันเป็นรูปตัวยู แบบว่าขึ้นและดิ่งตกลงมา ก่อนที่จะมีการตะกายขึ้นไปใหม่

ในช่วงปีหนึ่งนั้นที่เรียนวิชาพื้นฐานพวก ฟิสิกส์ I,II และ Math I,II ,III ก็ผ่านมาได้อย่างดี (อย่างน้อยก็เกรดเฉลี่ย สามกว่าๆ) ถึงแม้ว่าตอนที่แอดมิชชั่นเข้ามาจะเข้ามาด้วยคะแนนของไทยและสังคมที่นำลิ่ว ไปเลยก็ตาม ส่วนคะแนนเลขและฟิสิกส์ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แบบว่าบางคนที่เค้าเข้าไปมั่วก็อาจจะได้เยอะกว่าด้วยซ้ำ แต่ต้องบอกว่าเรามองเกมส์ขาด เพราะว่าตอนนั้นคะแนนแบ่งเป็นส่วนของ O-net และ A-net ซึ่งออฟตั้งใจทำส่วนของ O-net เลยได้คะแนนดีพอสมควร ที่ต้องตั้งใจเพราะว่ามันสอบได้ครั้งเดียว กลัวว่าตัวเองจะเรียนแล้วไม่รอด เผื่อต้องมาเอนท์ใหม่กับน้องจะได้มีคะแนนดีๆไว้เป็นทุน (ดีที่ไม่ต้องใช้อะ)

พอเข้าปีสองก็เจอวิชาภาคอย่าง Theory of Computation, Algorithm Design & Analysis แถมต่อด้วย System Software ที่ต้องบอกว่าเรียนให้รอดจากการถูกปลากัดอย่างเดียว แต่ก็ยังรอดมาได้อย่างหวุดหวิดเป็นน้องหมา น้องแมว อิอิ ช่วงนั้นเครียดมากๆเลย เรียนอะไรไปก็ไม่เข้าใจ ด้วยยังไม่ค่อยเข้าใจว่าไอ้ที่เรียนนี่มันจะได้เอาไปใช้ยังไง แบบว่ายังเข้าไม่ถึงกึ่นของมันนั่นแหละ ก็เลยเน่าๆมา

พอเข้าปีสามนี่ต้องบอกว่าหลายวิชานี่รู้สึก เหมือนจะได้เอาไปใช้ในชีวิตจริงมากขึ้น ไม่เหมือนกับทฤษฏีที่เรียนผ่านมาแล้วก็ผ่านเลยไปแบบก่อนๆ วิชาอย่าง Database Systems, Design & Constr. of Large Software Systems, Computer Networks และ Web Service คือว่าพอมองเห็นว่าเรียนแล้วเอาไปทำอะไรได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กระจ่าง โปรอะไรกับเค้านัก แต่ก็ทำให้เกรดเฉลี่ยกลับมาเกือบๆสามอีกครั้ง หลังจากดำดิ่งลงไปตอนช่วงปีสอง

พร้ำเพ้อไปกับชีวิตที่ผ่านมาทำให้รู้สึกว่า เวลาผ่านไปเร็วจังนี่ฉันปีสี่แล้วหรอ (เมื่อไหร่เธอจะกลับไปเรื่องอาจา่รย์ที่ปรึกษาหล่ะ = =) ก็ต้องบอกว่าเรียนผ่านมาก็ยังไม่ค้นพบอะไรในชีวิตที่ัตัวเองสนใจและทำได้ นานๆ สิ่งที่ตอนนี้สนใจและทำได้นานๆ อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาปีกว่าก็ต้องเป็นเรื่อง “การอัพบล็อค” นี่แหละ แต่จะเอาอะไรไปทำโปรเจ็คกับเค้าต้องบอกได้อีกว่า “ยังไม่มี” ที่ปรึกษาเลยเป็นสิ่งที่มีส่วนสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้รอดจนจบและ การทำโปรเจ็คของออฟ

การเลือกอาจารย์ที่ปรึกษา (จริงๆ แล้วอาจารย์ก็เลือกเราด้วยนั่นแหละ) นั้นก็มีหลายรูปแบบเหมือนกัน เนื่องด้วยปีนี่ทางภาคกำหนดให้อาจารย์แต่ละท่านมีนิสิตที่ปรึกษาได้ 2-5 คนซึ่งการรับสมัครของอาจารย์แต่ละคนก็แตกต่างกัน ซึ่งก็มีหลายแลบที่เปิดรับสมัครและมีการสอบสัมภาษณ์

อันดับแรก ในการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาคือ “ถามตัวเองก่อนว่าชอบด้านไหน” ถ้าตอบได้ว่าชอบ Network, Data Mining, Theory หรืออะไรก็ตามก็ไปหาอาจารย์ที่ท่านถนัดเรื่องนั้น หรือแลบที่เค้าทำเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ส่วนตัวออฟเองได้คำตอบว่า “ไม่รู้ ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ” ก็เลยไม่รู้จะไปสมัครเข้าแลบกันที่เพื่อนๆเข้าทำไม

อันดับสอง หลังจากที่หลุดจากการเข้าแลบ หรือการเลือกอาจารย์ที่ปรึษาตามด้านที่ชอบแล้ว ถ้าได้คำตอบจากการถามข้อแรกว่า “ไม่รู้ ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ” เหมือนออฟ ก็อยากให้ลองถามตัวเองดูต่อว่า “สนิทกับอาจารย์ท่านไหนเป็นพิเศษรึเปล่า” สนิทในที่นี้หมายถึงว่าอาจจะเคยทำงานร่วมกัน หรือว่าเคยไปปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ กับอาจารย์เค้า ซึ่งพอมาถึงคำถามนี้ออฟก็ได้ชื่ออาจารย์ พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า มาอยู่ในใจแล้วอ่ะ แบบว่าคุยกับแกบ่อย เรื่องปัญหาชีวิตโลกแตก และเรื่องทั่วไป ก็ถือว่าแอบสนิทกันเหมือนกันนั่นแหละ

อันดับสาม ถ้าไม่มีใครอยู่ในใจเลย ออฟคิดว่าน่าจะเลือกอาจาย์ที่ปรึกษาที่ติดต่อง่าย แบบว่าไม่ใช่ว่าเดือนนึงเจอกันซักครั้งแบบว่าหาตัวยากสุดๆ พอมีเรื่องหรือมีปัญหาก็ต้องไปคุยกับคนอื่นก่อนอะไรอย่างนั้น

อย่าเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาเพราะ

- มีคนบอกว่าอาจารย์เค้าใ้ห้เกรดง่าย : ที่เค้ารู้สึกว่าได้มาง่ายอาจจะเป็นเพราะว่าเค้าทุ่มเทก็ได้นะ

- อาจารย์หาตัวยากจะได้ไม่มีคนคอยตามงานเรา : ถ้าไม่ไปปรึกษาและตามงานจะมีไว้ทำไมหล่ะ

2. การเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา

หลังจากที่ติดต่อขอเข้าเป็นนิสิตในที่ ปรึกษาของอาจารย์เสร็จแล้ว ถ้ามีโปรเจ็คที่สนใจอยู่แล้วก็ให้เตรียมข้อมูลและร่างโครงร่างหรือเนื้อ เรื่องคร่าวของโปรเจ็คไปคุยกับอาจารย์เลย อันนี้อาจจะเริ่มไปคุยตอนช่วงแรกๆ ของการเปิดเทอมหนึ่งก็ได้ ยังทันอยู่

แ่ต่สำหรับออฟ ไปหาอาจารย์ตั้งแต่ยังไม่ปิดปีสามด้วยซ้ำ แบบว่าบอกแกไปตรงๆ เลยว่า “ยังไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ แต่อยากทำเกี่ยวกับเวบ” แล้วไอ้เกี่ยวกับเวบนี่มันก็ร้อยแปดพันเก้าอย่างได้เลยทีเดียว หลังจากที่คุยเลยได้การบ้านอันยิ่งใหญ่ให้ไปลองคิดโปรเจ็คมา 30 โปรเจ็ค ได้มาซัก 10 อันแล้วมาคุยกัน จริงๆ แล้วโปรเจ็คของอาจารย์ก็มีอยู่หลายอย่างที่น่าทำ แต่ว่าอาจารย์บอกให้ลองคิดเองก่อน เพราะว่าการที่ทำงานที่เราอยากทำด้วยตัวเราเองเราจะให้ความทุ่มเทมากกว่างาน ที่ได้รับมาจากคนอื่น

3. การเริ่มคิดโปรเจ็ค

มีหลายคนที่คิดจะทำโปรเจ็คโดยเริ่มจากว่า อยากใช้ Tool อะไร อย่างนู้นอย่างนี้ แต่ถ้ามาลองคิดดู เทคโนโลยีมันเปลี่ยนทุกวัน เราวิ่งตามมันไหวหรือ ก็เปล่า ตอนนี้เรายังวิ่งไล่ไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ พอเราทำออกมาบางทีเค้าอาจจะเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นกันแล้วก็ได้ อาจารย์เลยใ้ห้ออฟลองคิดโปรเจคจากปัญหาที่มีอยู่รอบตัว แล้วเริ่มจากปัญหานั้นค่อยคิดเป็นโปรเจ็คเพื่อไปแก้ปัญหา

อีกมุมมองนึงที่ต้องเริ่มคิดพร้อมกับการ เริ่มคิดโปรเจ็คนั่นก็คือ กลุ่มของผู้ใช้ โปรเจ็คของเราจะมีเป้าหมายไปที่กลุ่มใด เค้ามีปัญหาอะไร ถ้าเราทำขึ้นมาแสดงว่าเราต้องทำให้ชีวิตของเค้าง่ายขึ้น ถ้าเค้าลำบากขึ้นเค้าก็คงไม่มาใช้ของเราหรอก เช่น จะให้คนกรอกข้อมูลอะไรซักอย่าง คนที่มากรอกเค้าจะได้อะไร ถ้าเค้าไม่ได้อะไรเค้าจะมากรอกให้เราไหม บางทีแค่จุดเล็กๆตรงนี้ก็ต้องมองให้เห็นด้วย

4. คิดโปรเจ็คได้แล้ว แต่พอไปหาข้อมูลเค้าก็ทำกันแล้ว

หลายๆคนก็คงเคยคิดโปรเจ็ค, โปรแกรม หรือตัวช่วยอะไรบางอย่างที่เราคิดว่าถ้าทำมันน่าจะแก้ปัญหานี้ได้ แต่พอลองหาข้อมูลดู เ้ค้าก็มีการทำเอาไว้อยู่แล้วตั้งเยอะ ทำเอาต้องไปคิดใหม่อีกรอบ โดยต้องล้างของเดิมออกไปให้หมด เวลาที่เสียไปก็หายไปกับสายลม หลังจากตอนช่วงแรกๆ ที่ออฟคิดก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ก็เลยถามพี่ที่ฝึกงาน เลยได้ไอเดียว่า “เราต้องการกระบวณการ หรือผลลัพธ์” เช่น การแก้สมการคณิตศาสตร์ เราต้องการผลจากสมการนั้น หรือว่าต้องการวิธีในการแก้สมการนั้น

ก็เหมือนกับว่าเวลาที่เราโปรเจค บางครั้งสิ่งที่เราอยากได้อาจจะมีคนทำไว้แล้ว แต่ก็อยากให้ลองคิดว่ากระบวณการในการทำนั้นเป็นสิ่งที่เราสนใจด้วยรึเปล่า ถ้าเรายังสนใจก็ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของข้อบกพร่อง และจุดเสียของสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพราะอย่างว่า ถ้าเรามองไม่เห็นจุดเสียหรือข้อบกพร่องก็ไม่มีการพัฒนา ไม่งั้นตอนนี้พวกเราก็คงเล่น ICQ กันอยู่ไม่เปลี่ยนมาเล่น MSN หรือ Gtalk กันหรอก เพราะจริงๆ มันก็ Instant Messaging เหมือนกันนั่นแหละ แต่ทำไมตอนนี้ไม่มีคนเล่น ICQ กันแล้วหล่ะ??

5. อย่าจมดิ่งไปกับความคิดเดียว

อย่าคิดว่าความคิดแรกจะดีที่สุด หรืออย่าจมอยู่กับเรื่องๆ เดียว บางคนพอคิดอะไรได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ก็จะมุ่งมั่นคิดต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่ออฟคิดว่าในช่วงของการเริ่มต้นนั้น ให้คิดแค่โครงร่างและเนื้อเรื่องคร่าวของโปรเจ็คไว้ก็พอ ว่าทำเพื่ออะไร ใช้กับใคร มันดียังไง เช่น อยากทำเวบที่ช่วยในการเปลี่ยนทรงผม ใช้กับหนุ่มๆ สาวที่อยากเปลี่ยนทรงผมแต่ยังไม่กล้าทำจริง ดีตรงที่ว่าคนใช้ไม่ต้องตัดจริง เพียงคลิกไม่กี่คลิกก็ได้แบบและทรงผมที่ต้องการ พอคิดได้ซักอันแล้วก็ให้คิดไปอีก คิดไปเรื่อยๆ พอความคิดเป็นรูปเป็นร่างดีแล้ว ก็ให้ทุบมันออกมาให้กระจายกันใหม่อีกครั้ง แล้วเริ่มคิดอีกครั้ง อ้อ แล้วที่สำคัญอย่าลืมไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาด้วยหล่ะ เผื่อได้ไอเดียดีๆ แล้วจะได้เริ่มลงมือได้เลย

ที่มา : http://don-jai.com/lets-begin-to-do-senior-project/

พิเชฐ โพธิ์สุวรรณ (บิ๊กเอ็ม)

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หลักความสำเร็จของการพัฒนาระบบงาน

หลักการที่ 1 : ระบบเป็นของผู้ใช้

นักวิเคราะห์ระบบและโปรแกรมเมอร์ควรจะระลึกเสมอว่า ระบบเป็นของผู้ใช้ระบบซึ่งจะเป็นผู้นำเอาผลของระบบดังกล่าวมาก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อธุรกิจของเขา แม้ว่านักวิเคราะห์ระบบและโปรแกรมเมอร์จะทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะนำเอา เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาสร้างเป็นระบบงานคอมพิวเตอร์ก็ตาม แต่ไม่ลืมว่าระบบงานคอมพิวเตอร์มีจุดยืนจุดเดียวกัน คือ เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับผู้ใช้หรือธุรกิจ ดังนั้น ผู้ใช้ระบบจึงมีส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้การพัฒนาระบบงานเป็นไปอย่างถูกต้อง และ เพื่อตอบสนองกับความต้องการ นักวิเคราะห์ระบบจะต้องจะต้องนำเอาความเห็นของผู้ใช้ระบบมาเกี่ยวข้องในทุก ขั้นตอนของการพัฒนาหรืออีกนัยหนึ่งคือ ในวงจรการพัฒนาระบบงานและโครงการ (SDLC) จะต้องมีบทบาทของผู้ใช้ระบบอยู่เสมอทุกขั้นตอน

หลักการที่ 2 : ทำการจัดตั้งและแบ่งกลุ่มของระบบหรือโครงการออกเป็นกลุ่มงานย่อย

โดยทั่วไป วงจรการพัฒนาระบบงานและโครงการ (SDLC) ได้จัดแบ่งขั้นตอนของการทำงานเป็นหลักอยู่แล้วดังนี้
1. ขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบงาน (System Analysis)
2. ขั้นตอนการดีไซน์และวางระบบงาน (System Design)
3. ขั้นตอนการนำระบบงานเข้าสู่ธุรกิจเพื่อใช้ปฏิบัติงานจริง (System imple- mentation)
4. ขั้นตอนการติดตามและดำเนินการภายหลังการติดตั้งระบบงาน (System support)
สาเหตุที่มีการจัดแบ่งกลุ่มงานให้เล็กลงและเป็นลำดับขั้น ก็เพื่อที่จะให้นักบริหารโครงการหรือผู้พัฒนาระบบงานสามารถที่จะควบคุมความ คืบหน้าของการพัฒนาระบบได้อย่างใกล้ชิดและสามารถที่จะกำหนดและควบคุมระยะ เวลาที่ใช้ในการพัฒนาระบบได้ดีขึ้นอีกด้วย

หลักการที่ 3 : ขั้นตอนการพัฒนาระบบงานไม่ใช่แบบอนุกรม (sequential process)

ความหมายของหลักการนี้คือ เมื่อเราเข้าสู่วงจรการพัฒนาระบบ SDLC แล้ว เราไม่จำเป็นที่จะทำขั้นที่ 1 คือ system analysis ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงค่อยทำขั้นที่ 2 คือ system design หรือต้องทำขั้นที่ 2 เสร็จค่อยทำขั้นที่ 3 เรื่อยไป การทำแบบนี้จะทำให้เราใช้ระยะเวลามากขึ้นในการพัฒนาระบบงานหนึ่งๆ


รูปที่1 แผนภาพ Gantt แสดงขั้นตอนการพัฒนาระบบงาน SDLC ที่สามารถซ้อนกันและไม่เป็นแบบอนุกรม

ขั้นตอนการพัฒนาระบบงานสามารถที่จะทำซ้อน (overlap) กันได้ เช่น เมื่อได้ทำการวิเคราะห์ระบบงานไปได้ระยะหนึ่ง นักวิเคราะห์ระบบก็สามารถที่จะนำเอาผลการวิเคราะห์นั้นไปดีไซน์หรือวางระบบ งานได้ก่อนโดยไม่ต้องรอให้ขั้นตอนการวิเคราะห์เสร็จสมบูรณ์จึงค่อยดีไซน์ ดังตัวอย่างในรูปที่ 1 ซึ่งแสดงให้เป็นว่าขณะที่กิจกรรมในขั้นตอนการวิเคราะห์ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ครึ่งยังไม่เสร็จสิ้น ในสัปดาห์ที่ 2 ก็สามารถจะเริ่มขั้นตอนการดีไซน์ระบบได้ อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้จะต้องตั้งอยู่ในความเหมาะสมด้วย โดยในบางครั้งบางขั้นตอนอาจจำเป็นที่จะต้องรอให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนแล้วจึง ค่อยดำเนินในขั้นถัดไป จากรูปที่ 1 จะแสดงให้เห้นว่าการติดตั้งระบบอาจจำเป็นต้องรอให้ขั้นตอนการดีไซน์ระบบ เสร็จสิ้นลงเสียก่อนแล้วจึงค่อยดำเนินการต่อไป

หลักการที่ 4 : ระบบงานข้อมูลถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง

การพัฒนาระบบงานหนึ่งๆก็ถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่แตกต่างจากที่เราลงทุนซื้อรถเพื่อมาขนส่งสินค้าหรือซื้อเครื่องจักร มาเพื่อทำการผลิต
เมื่อระบบงานถือว่าเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง สิ่งที่นักวิเคราะห็ระบบจะต้องคำนึงก็คือทางเลือกต่างๆที่จะนำเงินไปลงทุน ซึ่งหมายถึงว่านักวิเคราะห์ระบบควรคิดถึงทางเลือกของการพัฒนาระบบงานในหลายๆ งานและพิจารณาถึงความเป็นไปได้ต่างๆ รวมถึงการเปรียบเทียบต้นทุนและผลกำไรที่จะเกิดจากระบบงาน ว่าระบบนั้นๆ คุ้มค่าหรือไม่อย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น นักวิเคราะห์กำลังรับทำระบบงานสำหรับร้านให้เช่าวิดีโอร้านหนึ่งซึ่งเป็น ร้านเล็กๆ มีรายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน เขาตัดสินใจแนะนำให้ร้านนั้นซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 2 ล้านบาท ซึ่งเขาจะพัฒนาระบบงานให้ โดยจะเสียค่าใช้จ่ายอีกประมาณ 3 แสนบาท ลักษณะแบบนี้ท่านจะเห็นได้ชัดว่า การตัดสินใจลงทุนแบบนี้ไม่คุ้มค่าแน่ นักวิเคราะห์ควรจะทำการวิเคราะห์หาทางเลือกที่เหมาะสมและนำเสนอต่อผู้ใช้โดย ให้มีข้อมูลในการเปรียบเทียบถึงข้อดีข้อเสียต่างๆ เพื่อผู้ใช้ระบบสามารถที่จะออกความเห็นหรือปรึกษาหารือเพื่อหาข้อยุติที่ เหมาะสมต่อไป

หลักการที่ 5 : อย่ากลัวที่จะต้องยกเลิก

ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาระบบงานจะมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ (feasibility study) ของระบบงาน ดังนั้นในทุกขั้นตอน นักวิเคราะห์ระบบจะมีโอกาสเสมอที่จะตัดสินใจว่าจะให้ระบบงานนั้นดำเนินต่อไป หรือยกเลิก
แน่นอนที่ว่า ความรู้สึกที่จะต้องยกเลิกงานที่ทำมาอย่างยากเย็นนั้น จะต้องไม่ดีแน่ และคงไม่มีใครอยากสัมผัสเหตุการณ์เช่นนี้ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อการพัฒนาระบบงานไม่สามารถจะทำให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ระบบ การเริ่มต้นทำใหม่หรือยกเลิกโครงการนั้นอาจเป็นสิ่งจำเป็น จากประสบการณ์ที่เคยได้เห็นได้ยินมา มีอยู่หลายโครงการในสหรัฐอเมริกาที่ต้องยกเลิกไป และอีกหลายโครงการที่ยังดันทุรังที่จะให้อยู่แต่ไม่สามารถจะทำได้ ข้อเสียที่เห็นได้ชัดในความกลัวที่จะต้องยกเลิกก็คือ โครงการหรือระบบงานนั้นสุดท้ายก็ต้องพังลง และดันทุรังที่จะให้ฟื้นคืนชีพมักจะใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้น ใช้เวลาเพิ่มขึ้นและใช้คนเพิ่มขึ้น ทำให้งบประมาณเกิดบานปลาย และไม่สามารถควบคุมได้

หลักการที่ 6 : ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาจะต้องมีการจัดทำเอกสารเพื่อใช้อ้างอิงเสมอ

การขาดการจัดทำเอกสารมักจะส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดต่อระบบงานและต่อนัก วิเคราะห์ระบบด้วย การจัดทำเอกสารมักจะถูกมองข้ามไป และเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เสียเวลาแม้กระทั่งการเขียนโปรแกรมซึ่งสามารถจะ แทรกคำอธิบายเล็กๆน้อยๆว่าโปรแกรมในส่วนนั้นๆทำอะไร ก็ยังไม่มีใครทำสักเท่าไรซึ่งการขาดการทำเอกสารเช่นนี้ จะทำให้การบำรุงรักษาหรือติดตามระบบเป็นไปได้ยาก ทำให้ยากต่อการแก้ไข
การจัดทำเอกสาร จะหมายรวมถึงการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ และแนวความคิด รวมทั้งข้อสรุปที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการพัฒนาระบบงานและโครงการ ไม่ใช่จะเอาแค่รหัสต้นกำเนิด (source code) ของแต่ระบบเท่านั้น


ที่มา : http://www.geocities.ws/S_Analysis/SDLC3.html

นายพิเชฐ โพธิ์สุวรรณ (BigM)

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ System Analyst

นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ เริ่มงานโดยการหาข้อมูล ศึกษาและค้นหาปัญหาหรือความต้องการขององค์กรจากผู้บริหาร ความต้องการของผู้ใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ ต้องเข้าใจเป้าหมายของแต่ละระบบงานขององค์กร กำหนดเป้าหมายของการทำงานของระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ค้นหาปัญหาของการทำงานและแบ่งปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปตามกระบวนการทำงานย่อย เพื่อสะดวกในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการแก้ปัญหา วิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์และการแก้ปัญหา ผู้วิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์จะใช้เทคนิคของการวิเคราะห์แบบโครงสร้าง สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ จำลองแบบข้อมูล วิศวกรรมด้านข้อมูลข่าวสาร การสุ่มตัวอย่าง และหลักการบัญชีต้นทุน เพื่อวางแผนในการทำงานออกแบบขั้นตอนในการทำงาน ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลที่จะนำเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์ ออกแบบรายงานของคอมพิวเตอร์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้และฝ่ายบริหาร เพื่อประกอบการตัดสินใจ นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ อาจจะต้องทำข้อมูลเปรียบเทียบการได้เปรียบในการใช้โปรแกรมหรือระบบที่ตนได้ พัฒนาขึ้นเสนอต่อผู้บริหารเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในการพัฒนาโปรแกรม คอมพิวเตอร์หรือระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ใหม่นั้น ประมาณการค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบนั้นๆ ให้กับฝ่ายบริหารในการตัดสินใจ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ ต้องทดสอบให้มั่นใจว่าโปรแกรมหรือระบบปฏิบัติการที่ได้รับอนุมัตินั้น ทำงานได้จริงตามที่ได้ออกแบบไว้ จากนั้นต้องออกแบบรายละเอียดงานที่ต้องการ ตลอดจนขั้นตอนของการทำงานต่างๆ ของผู้เขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์

นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ต้องทำงานร่วมกับผู้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อหา ข้อบกพร่องของโปรแกรม ทดสอบโปรแกรมที่โปรแกรมเมอร์ เขียนขึ้นวิเคราะห์ และแนะนำผู้เขียนโปรแกรมในการทำงาน อธิบายความต้องการของแต่ละขั้นตอนของการทำงานของคอมพิวเตอร์ให้กับผู้เขียนโปรแกรม และทดสอบโปรแกรมที่เขียนขึ้นใหม่ว่าสามารถเข้ากันได้กับระบบเดิมที่มีอยู่แล้วได้หรือไม่

นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ต้องวิเคราะห์ระบบเครือข่ายต่างๆ เช่น LAN (Local Area Network) WAN (Wide Area Network) Internet หรือ Intranet เพื่อให้การสื่อสารระหว่างบุคคลในองค์กรเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ผู้วิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ ต้องจำลองแบบเครือข่าย (Network) ทดสอบประสิทธิภาพในการทำงาน หาช่องโหว่ของระบบความปลอดภัยของ ข้อมูล (Security) และวิธีการป้องกันการลักลอบเข้ามาในระบบโดยบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต วิเคราะห์การใช้ฮาร์ดแวร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับเครือข่าย (Network) ขององค์กร

เพื่อนๆที่สนใจอาชีพนักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.xn--72c0baa2eyce3a4p.com/

นายพิเชฐ โพธิ์สุวรรณ (BigM)

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การพัฒนาระบบสารสนเทศ

ความจำเป็นในการพัฒนาระบบสารสนเทศ

1. การเปลี่ยนแปลงกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงาน ระบบเดิมไม่สามารถให้ข้อมูลหรือทำงานได้ตามต้องการ มีการดำเนินงานหลายขึ้นตอน ยุ่งยากในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาจัดทำข้อมูลสรุปสำหรับการติดตามการ ปฏิบัติงานโดยรวมขององค์การ จึงจำเป็นต้องพัฒนาหรือปรับปรุงระบบสารสนเทศที่สามารถช่วยให้ขั้นตอนการ ปฏิบัติงานภายในและกระบวนการบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี เทคโนโลยี ที่ใช้อยู่ในระบบสารสนเทศปัจจุบันล้าสมัย ค่าช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบมีราคาสูง จึงต้องรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานที่มีอยู่เดิม

3. การปรับองค์การและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

- ระบบที่ใช้งานอยู่ปัจจุบันมีขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน ขนาดเอกสารอ้างอิงหรือเอกสารที่มีอยู่ไม่ได้มารตรฐาน ทำให้การปรับปรุงหรือแก้ไขทำได้ยาก

- ความต้องการปรับองค์การให้เหมาะสมเพื่อสามารตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

- ระบบปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้

การพัฒนาระบบประกอบด้วย

1) กระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และขั้นตอนการดำเนินธุรกิจขององค์การ

- การปรับปรุงคุณภาพ

- การติดตามความล้มเหลวจากการดำเนินงาน

- การปรับค่าตอบแทนของพนักงานโดยใช้การปรับปรุงคุณภาพเป็นดัชนี

- การค้นหาและแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลว

2) บุคลากร (People)

3) วิธีการและเทคนิค (Methodology and Technique) การเลือกใช้วิธีการและเทคนิคที่เหมาะสมกับลักษณะของระบบเป็นสิ่งสำคัญ

4) เทคโนโลยี (Technology) เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในการ เลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความเหมาะสมกับลักษณะขอบเขตของระบบสารสนเทศ แล ะงบประมาณที่กำหนด

5) งบประมาณ (Budget)

6) ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์การ (Infrastructure)

7) การบริหารโครงการ (Project Management)

ทีมงานพัฒนาระบบ

การพัฒนา IT เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบกระบวนการพัฒนาระบบหลายกลุ่ม โดยทั่วไปจะมีการทำงานเป็นทีมที่ต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และทักษะจากกลุ่มบุคคล

1) คณะกรรมการ (Steering Committee)

2) ผู้บริหารโครงการ (Project Manager)

3) ผู้บริหารหน่วยงานด้านสารสนเทศ (MIS Manager)

4) นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) ควรมีทักษะในด้านต่างๆ คือ

- ทักษะด้านเทคนิค

- ทักษะด้านการวิเคราะห์

- ทักษะดานการบริหารจัดการ

- ทักษะด้านการติดต่อสื่อสาร

5) ผู้ชำนาญการทางด้านเทคนิค

- ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA)

- โปรแกรมเมอร์ (Programmer)

6) ผู้ใช้และผู้จัดการทั่วไป (User and Manager)

หลักในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ

1) คำนึงถึงเจ้าของและผู้ใช้ระบบ

2) เข้าถึงปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งมีแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นระบบมีขั้นตอนดังนี้

- ศึกษาทำความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น

- รวบรวมและกำหนดความต้องการ

- หาวิธีการแก้ปัญหาหลายๆ วิธีและเลือกวิธีที่ดีที่สุด

- ออกแบบและทำการแก้ปัญหาตามวิธีที่เลือก

- สังเกตและประเมินผลกระทบจากวิธีแก้ปัญหาที่นำมาใช้ และปรับปรุงวิธีการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

3) กำหนดขั้นตอนหรือกิจกรรมในการพัฒนาระบบ

4) กำหนดมาตรฐานในการพัฒนาระบบ

5) ตระหนักว่าการพัฒนาระบบเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง

6) เตรียมความพร้อมหากจะต้องยกเลิกหรือทบทวนระบบสารสนเทศที่กำลังพัฒนา

7) แตกระบบสารสนเทศที่จะพัฒนาออกเป็นระบบย่อย

8) ออกแบบระบบให้สามารถรองรับต่อการขยายหรือการปรับเปลี่ยนในอนาคต

ขั้นตอนในการพัฒนาระบบสารสนเทศ

- การกำหนดและเลือกโครงการ (System Identification and Selection)

- การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ (System Initiation and Planning)

- การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis)

- การออกแบบระบบ (System Design)

- การพัฒนาและติดตั้งระบบ (System Implementation)

- การบำรุงรักษาระบบ (System Maintenance)

สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

ที่มา : http://thailocal.nso.go.th/nso-cms/itdevelop.html?showall=1

นายพิเชฐ โพธิ์สุวรรณ (BigM)