แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โชติกา แซ่ฮ้อ (มด) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โชติกา แซ่ฮ้อ (มด) แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

50 วิธีสู่การเป็นนักออกแบบที่ดีกว่า

ออกไอเดีย


ผ้าใบวาดรูปเปล่า ๆ มันดูจะน่ากลัว แล้วเราควรจะเริ่มกับมันยังงัย เรามีวิธีแนะนำที่จะให้อยู่จับความคิดใส่ลงไป



1.ใส่ภาพเล็กที่มีความละเอียดน้อยลงไปก่อน เมื่อจะใช้ภาพในให้ใส่ภาพที่มีความละเอียดสูงเข้าไป



2.การเปรียบเทียบ เชิงอุปมาอุปมัยว่า
หัวข้อ และการอุปมาอุปมัยสิ่งที่ดีสำหรับไอเดียและฉันก้อพยายามที่จาพัฒนาไอเดีย จากการมองแบบประสบการณ์หรือสิ่งใกล้ตัว
อีกทั้งมุมองของการออกแบบ อย่างการจัดระบบสีและรูปแบบของโครงสร้าง ถ้าคุณเจอเข้ากับหัวข้อที่เหมาะกับคุณนั้นคือโอกาสของคุณเลย



3.จากคำสู่ภาพ
เมื่อฉันได้รับมอบหมายหน้าที่ สิ่งแรกหน้าที่ฉันจะทำคือการอ่านมันและขีดเส้นใต้วลีที่สำคัญ แล้วก้อจาวาดรูปเล็ก ๆ ประกอบลงไปเพื่อหา
เอกลักษณ์หรือหาประเด็นของเนื้อหาของมัน



4.ฉันจะแนะนำการดำเนินงานด้านแบรน ก็เหมือนการออกแบบสมาคมธุรกิจ ความคิดแบรนนั้นสำคัญ มันเป็นกำลังใจให้คุณพัฒนา
ไอเดียให้มองเห็นภาพได้ชัดมากขึ้นหรือช่วยพัฒนาในการหาจุดเล็ก ๆ ที่มันซ่อนอยู่ในไอเดียของคุณและทำให้มันง่าย เพราะถ้าทำให้
ซับซ้อนเกินไปเราก้อจะไม่สามารถทำงานได้



5.เมื่อระดมความคิดแล้วสรุปให้สั้น เมื่อมีไอเดียแล้ว มันจำเป็นที่จะย่อให้สั้นและกระทัดรัดเมื่อแวดล้อมไปด้วยเพื่อนร่วมงาน แต่ความลับ
คือเก็บความคิดแต่ละคนจดไว้ถ้าเป็นไปได้ ประชุมกันเยอะ ๆ ดีกว่าที่จะมานั่งคนเดียว



6.ใช้สมุดสเก็ต โดยปกติแล้วฉันจาเขียนไอเดียหรือวางแผนในสมุดเอสี่ ที่ฉันนำติดไว้ด้วยตลอดเวลา ทุกไอเดียจาอยู่ในนั้นและไอเดียเหล่านั้น
ก้อจาถูกนำมาใช้



7.หนีห่างจากหน้าคอม
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการนั่งอยู่หน้ากระดาษวาดภาพเปล่า ๆ บนหน้าจอ เดินออกไปจากเก้าอี้และใช้เวลาสัก สิบนาทีสูดอากาศสดชื่น



8.เข้ารวมอภิปรายปัญหา
ถ้ามีเพื่อนเป็นนักออกแบบ เป็นเรื่องที่ดีเลยทีเดียว ให้ลองพูดคุยหรือถกปัญหาเกี่ยวกับงานศิลปะดู มันจาทำให้ไอเดียโลดแล่นมากขึ้น



9.อาบน้ำ
ฉันคิดไอเดียได้มากเวลาอาบน้ำ ไอเดียดี ๆ มักจะออกมาพร้อมกับฟักบัวเสมอ



10.นำงานของคุณเก็บเข้าบัญชีไว้เพราะคุณอาจจาต้องการมันมันใช้ในงานของคุณและมันอาจจะสำคัญมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น
ภาพถ่าย ภาพ งานทรีดี หรือชาร์ต หรือ ไดอแกรม ก็ตาม





การฝึกฝนคือสิ่งที่ดีที่สุด



11.เก็บไว้ใน library
เมื่อทำงานด้วยไฟล์แฟลต ฉันจาให้ความสนใจกับเลเยอร์แล้วก้อเรื่องของซิมโบ และทุกครั้งฉันจาเก็บงานไว้ใน library ที่จาเก็บ
timers, loopers, buttons, code snippets and symbolsฉันใช้มันทุกครั้ง และทำให้งานเสร็ดได้ไหวขึ้น



12 WEB STANDARDS
เมื่อออกแบบเว็บไซด์ คุณสามารถ save load จาก Firefox เช่น พัฒนาเว็บ HTML Validator and Fangs
จะช่วยประหยัดเวลาได้มากขึ้น



13.มั่นเข้าเว็บบ้าง เช่น pixelsurgeon.com หรือ designiskinky.com และก้ออ่าน Computer Arts อย่าเพียงแต่ดูงานของคนอื่น
คุณควรรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมหรือก้าวให้ทันทางด้านซอฟแวร์ อย่าทำตัวล้าหลังเหมือนที่นักออกแบบคนอื่นทำกัน และอย่าทำเพียง
แค่ตามกระแส


14.ทำให้ง่ายเข้าไว้ และไม่ซับซ้อน



15.บันทึกสิ่งที่ทำ
ถ้าใช้ Photoshop บ่อย ๆ มันจำเป็นมากที่บันทึกสิ่งที่เราทำไว้ ฉันแค่เรียนรู้เทคนิดอันนี้มันทำให้ประหยัดเวลาได้มากเลยทีเดียว



16.เชฟแล้วก้อเซฟ เซฟ
เชฟงานเสมอทุกครั้งที่กำลังทำถ้าเป็นไปได้ 17.ให้ลูกค้าเปลี่ยน ขนาดหรือฟอลแมตในครั้งสุดท้าย และอย่า flatten layers ใน
Photoshop จนกว่างานจะเสร็จ



18.ไม่มีการเรียกร้องโดยไม่รับการอนุญาติจากหัวหน้า



19.ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก การเจอปัญหากับลูกค้าที่ไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับนักออกแบบเว็บต้องค่อนข้างมีความ
แน่นอนทางด้านกระบวนการ ถึงแม้ว่างานนั้นจะลำบากแค่ไหน คุณต้องทำงานให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรกแล้วคุณจะมั่นใจได้ว่าจะได้รับ
งานจากลูกค้าคนเดิม20.ฝึกไว้ให้สมบูรณ์แบบ งานที่มากก้อต้องใช้เวลากับโปรแกรมมากมันจะทำให้คุณเณ้วขึ้นและมีประสิทธิภาพ
มากขึ้นคุณไม่ได้เพียงเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดและมันจาช่วยให้งานมีคุณภาพมากขึ้น



ทักษะทางด้านซอฟแวร์



คนทำงานที่ไม่ดีจะโทษเครื่องมือของเค้า ต้องแน่ใจว่าซอฟแวร์ของคุณทำงานให้ตุณและไม่ได้ต่อต้านคุณ



21.ฝึกใช้ ALPHA CHANNELS ใน PHOTOSHOP


22.ซื้อแรมเพิ่มให้มากที่สุดถ้าเป็นไปได้ เพราะการทำทำงานต้องใช้แรมจำนวนมาก
ตั้งแต่งานเล็กจนถึงงานช้าง



23. .ฝึกใช้ GRADIENTS ใน PHOTOSHOP



24.แยกเลเยอร์ให้เยอะ เกิดความผิดพลาดจะได้แก้ง่าย ๆ



25 ปรับ Opacity ให้น้อยลง และเพิ่ม Gaussian Blur แล้วรวมเข้าด้วย Clipping Mask ใน Illustrator จะได้ airbrush ที่ใน PHOTOSHOP ทำไม่ได้



26.อย่าใช้ GRADIENTS สีดำไล่ไปสีเขียวใน flash เพราะมันดูน่าเกลียด



28.ใช้เทคนิค vector image แทน Layer Group colours และ Shy Layers



29.การใช้ filters หรือ effects เฉย ๆ อาจจะดูง่ายไป ลองใช้ filters หรือ effects ดูแล้วปรับเปลี่ยนให้ดูแปลกตาไม่เหมือนใครมากขึ้น



30.คิดบนกระดาษ ให้คิดไอเดียแล้วเขียนลงบนกระดาษ แล้วสแกนออกมาแล้ว เทคนิคของฉันที่คิดด้วยปากกาและกระดาษเป็นอย่างแรก แล้วถึงใช้คอมพิวเตอร์
มันจะช่วยให้งานมีน้ำหนักมากขึ้น





งานและกลเม็ด ‘put the cherry on top’



สายตาคุณเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะตรวจสอบงานและรายละเอียด และระหว่างชิ้นงานที่ดีและดีเยี่ยม คุณจะเรียนรู้อย่างไรที่จะเก็บผลงานที่ดีเยี่ยม



31.เดินออกไป ฉันดูว่างานฉันมันเสร็จสมบูรณ์แล้วและฉันก้อจากมันไปทั้งวันถ้าฉันทำได้ บางครั้งเวลามันก้อทำให้บางสิ่งมันเสร็จสมบูรณ์เอง
แล้วฉันจะเห็นข้อผิดพลาดของงานแล้วจะกลับไปแก้อีกครั้ง



32. ACROBATICS ตรวจงานให้ละเอียดทุกครั้งใน Adobe Acrobat Professional



33.ลองให้คนอื่นดูงานของเราเพราะบางทีสายตาของเค้าอาจจะเห็นได้ละเอียดกว่าเรา



34.กลับไปดูสิ่งที่เราจดไว้กับสิ่งที่เราคิด ตรวจว่าเราพบอะไรอยู่ในงานที่สำเร็จ



35.พอคือพอ
มันสำคัญมากเมื่อรูว่าทำเสร็จ แล้วเมื่อไหร่ควรหยุด มันเสี่ยงเกินไปที่จะทำมันไปเรื่อย ๆ



36.การปริ้นงานที่ดีเป็นดีที่ดีเยี่ยม เมื่องานออกมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ มีหลายคนที่ต้องทำงานไม่สำเร็จกับโลกของดิจิตอล



37.เพิ่มพื้นผิว
ฉันใช้ความรู้สึกมาใส่ในงาน พื้นทำให้เรารู้สึกได้และมันทำให้งานออกมาสมบูรณ์มากขึ้น แต่มันเป็นแค่เทคนิคส่วนตัวของฉัน



38.การเตรียมพร้อม เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องที่จะใช้งานและพยามเรียนรู้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณและงานของคุณ แน่ใจว่างานคุณจะไม่เสียหาย



39.การเพิ่มเงา
การเพิ่มเงาทำให้ดูเป็นวัตถุมากขึ้น และทำให้งานดูดีเป็นเงางาม



40.ตรวจสอบงานว่าถูกต้อง งานที่คิดว่าเสร็จสมบูรณ์แล้วให้ถอยหลังกลับไปดูจนกว่าคุณจะรู้สึกขยาด ตรวจทุกความละเอียดของมัน
ลดหรือเพิ่ม effect บางตัว





สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง



การเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด 10สิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยงเมื่อทำงานกับลูกค้า



41.อ่านแล้วอ่านอีกเมื่อคุณเขียนอีเมล อย่าได้ใส่ที่อยู่จนกว่าจะแน่ใจจิง ๆ ว่าถูกต้องให้กลับไปอ่านว่าคุณเขียนอะไรลงไปสักสองครั้ง
มีคนจำานวนมากที่กลัวกับการส่งเมลไปใครสักคน กับในสิ่งที่พวกเค้าไม่ต้องการส่งอย่าให้เป็นคุณเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะยกเลิกส่ง
การส่งเมล



42.อย่าไว้ใจให้คอมตรวจคำผิดอย่าไว้ใจให้เครื่องของคุณตรวจคำผิด ทุกครั้งฉันจะตรวจอย่างระมัดระวัง แล้วหาใครสักใครมาตรวจ
อีกครั้ง เพราะว่าคุณอาจจะเป็นญาติห่าง ๆ กับคอมก้อได้



43.การทำงานกับลูกค้าทุกคนรู้ที่จะคิดนอกกล่องความคิด แต่ในวงกลมของความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ดีเยี่ยมอย่างแท้จริงมาจากการค้นหา
วิธีแก้ปัญหาข้างในกล่องที่ลูกค้าสร้างขึ้น อย่ามองเพียงแต่ปัญหาภายนอก แต่ต้องมองที่ล่องรอยของปํญหาและแก้มัน คือให้เรามอง
ที่ปัญหาอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่ผิวเพิน



44.ให้เราเลือกงานที่จะรับ ให้เราเลี่ยงงานที่เราไม่สามารถทำได้ เลือกงานของลูกค้าเหมือนที่ลูกค้าเลือกคุณ



45.อย่าคิดเอาเองในสิ่งต่าง ๆ



46.แสดงถึงการกระทำของคุณฉันเคยได้ทำงานกันลูกค้าแฟชั่นแบรนประมาณ 2-3 ราย เมื่อไม่นานมานี้ และ พวกเค้าก้อดูเหมือนเป็นลูกค้า
ที่ดีที่สุดในโลก แต่ ฉันคิดว่าถ้าคุณจาเตรียมเหตุผลดี ๆ สำหรับสิ่งที่คุณทำและอาจจาเตรียมวิธีแก้ปัญหาไว้ให้มากๆ เพื่อความต้องการของ
พวกเค้า เพราะคุณจะเป็นฝ่ายที่ควบคุเค้า



47. Design history.ฉันไม่เคยประสบปัญหาอะรัยทั้งนั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันทำอยู่เสมอคือการ แบลคอัพ ไฟล์ไว้ เก็บไอเดียต้นฉบับของคุณ
ไว้เพราะคุณอาจจะต้องใช้มัน บางทีคนเราก้ออาจจะเปลี่ยนใจได้ง่าย ๆ พอ ๆ กับเปลี่ยนกลับมาใช้อันเดิม



48. เวลาทำงานกับลูกค้า ให้เราอยู่เหนือความคิด คือเวลาขายงานต้องทำให้เค้ายอมรับเราให้ได้



49.เมื่อทำงานกับลูกค้าใหม่ ๆ ต้องเปลี่ยนมุมมองของตัวเองหรือว่าเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เกี่ยวข้องในสิ่งที่ทำ



50.เวลาจะตอบโจทย์อะไรสักอย่างให้คำนึงถึงโจทย์นั่น แล้วต้องตอบให้ตรงประเด็น





สนับสนุนโดย http://www.captuscom.com





ที่มา http://guru.sanook.com/pedia/topic/50_วิธีสู่การเป็นการออกแบบที่ดีกว่า_/


วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข้อมูลสารสนเทศ

ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของสถานที่
ฯลฯ โดยอยู่ในรูปแบบที่ เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผล ซึ่งข้อมูลอาจจะ
ได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะ
ต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชือนักเรียน เพศ อายุ เป็นต้น

สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลแล้ว อาจใช้วิธีง่าย ๆ
เช่น หาค่าเฉลี่ยหรือใช้เทคนิคขั้นสูง เช่น การวิจัยดำเนินงาน เป็นต้น เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพข้อมูลทั่วไป
ให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์หรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจหตือตอบ
ปัญหาต่าง ๆ ได้ สารสนเทศประกอบด้วยข้อมูลเอกสาร เสียง หรือรูปภาพต่าง ๆ แต่จัดเนื้อเรื่องให้อยู่ใน
รูปที่มีความหมาย สารสนเทศไม่ใช่จำกัดเฉพาะเพียงตัวเลขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น


คุณสมบัติของข้อมูลที่ดี
1. ความถูกต้อง หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือไม่ได้จะทำให้เกิดผลเสีย
อย่างมาก ผู้ใช้ไม่กล้าอ้างอิงหรือนำเอาไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเหตุให้การตัดสินใจของผู้บริหาร
ขาดความแม่นยำ และอาจมีโอกาสผิดพลาดได้ โครงสร้างข้อมูล ที่ออก แบบต้องคำนึงถึงกรรมวิธี
การดำเนินงานเพื่อให้ได้ความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด โดยปกติความผิดพลาดของสารสนเทศ
ส่วนใหญ่มาจากข้อมูลที่ไม่มีความถูกต้องซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากคนหรือเครื่องจักร การออกแบบ
ระบบจึงต้องคำนึงถึงในเรื่องนี้
2. ความรวดเร็ว และเป็นปัจจุบัน การได้มาของข้อมูลจำเป็นต้องให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้
มีการตอบสนองต่อผู้ใช้ได้ตีความหมายสารสนเทศได้ทันต่อเหตุการณ์หรือความต้องการ
มีการออกแบบระบบการเรียนค้น และรายงานตามผู้ใช้

3. ความสมบูรณ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฏิบัติด้วย
ในการดำเนินการจัดทำสารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้
ข้อมูลที่สมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม
4. ความชัดเจนและกะทัดรัด การจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากจะต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมาก
จึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้กะทัดรัดสื่อความหมายได้ มีการใช้รกัสหรือย่นย่อข้อมูล
ให้เหมาะสมเพื่อที่จะจัดเก็บเข้าไว้ในระบบคอมพิวเตอร์
5. ความสอดคล้อง ความต้องการเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นจึงต้องมีการสำรวจเพื่อหาความต้องการ
ของหน่วยงานและองค์การดูสภาพการใช้ข้อมูลความลึกหรือความกว้างของขอบเขตของข้อมูล
ที่สอดคล้องกับความต้องการ

การทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
1. การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล ควรประกอบด้วย
1.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งมีจำนวนมาก และต้องเก็บให้
ได้อย่างทันเวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเรียนของนักเรียน ข้อมูลประวัติบุคลากร ปัจจุบัน
มีเทคโนโลยีช่วยในการจัดเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
การอ่านข้อมูลจากรหัสแท่ง การตรวจใบลงทะเบียนที่มีการฝนดินสอดำในตำแหน่งต่าง ๆ
เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเช่นกัน
1.2 การตรวจสอบข้อมูล เมื่อมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูล
เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่เก็บเข้าในระบบจะต้องมีความเชื่อถือได้ หากพบ
ที่ผิดพลาดต้องแก้ไข การตรวจสอบข้อมูลมีหลายวิธี เช่น การใช้ผู้ป้อนข้อมูลสองคน
ป้อนข้อมูลชุดเดียวกันเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วเปรียบเทียบกัน

2. การดำเนินการประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็นสารสนเทศ อาจประกอบด้วยกิจกรรม
ดังต่อไปนี้
2.1 การจัดแบ่งข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บจะต้องมีการแบ่งแยกกลุ่ม เพื่อเตรียมไว้สำหรับ
การใช้งาน การแบ่งแยกกลุ่มมีวิธีการที่ชัดเจน เช่น ข้อมูลในโรงเรียนมีการแบ่งเป็นแฟ้ม
ประวัตินักเรียน และแฟ้มลงทะเบียน สมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองมีกรแบ่งหมวดหมู่
สินค้า และบริการ เพื่อความสะดวกในการค้นหา
2.2 การจัดเรียงข้อมูล เมื่อจัดแบ่งกลุ่มเป็นแฟ้มแล้ว ควรมีการจัดเรียงข้อมูลตามลำดับ
ตัวเลข หรือตัวอักษร หรือเพื่อให้เรียกใช้งานได้ง่ายประหยัดเวลา ตัวอย่าง
การจัดเรียงข้อมูล เช่น การจัดเรียงบัตรข้อมูลผู้แต่งหนังสือในตู้บัตรรายการของ
ห้องสมุดตามลำดับตัวอักษร การจัดเรียงชื่อคนในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์
ทำให้ค้นหาได้ง่าย
2.3 การสรุปผล บางครั้งข้อมูลที่จัดเก็บมีเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการสรุปผลหรือ
สร้างรายงานย่อ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ข้อมูลที่สรุปได้นี้อาจสื่อความหมายได้ดีกว่า
เช่นสถิติจำนวนนักเรียนแยกตามชั้นเรียนแต่ละชั้น
2.4 การคำนวณ ข้อมูลที่เก็บมีเป็นจำนวนมาก ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลตัวเลขที่สามารถ
นำไปคำนวณเพื่อหาผลลัพธ์บางอย่างได้ ดังนั้นการสร้างสารสนเทศจากข้อมูล
จึงอาศัยการคำนวณข้อมูลที่เก็บไว้ด้วย

3. การดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งาน ประกอบด้วย
3.1 การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูลหมายถึงการนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึก
ต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูล
เพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้
3.2 การค้นหาข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์ที่จะเรียกใช้งานได้ต่อไปการค้นหา
ข้อมูลจะต้องค้นได้ถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว จึงมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนช่วย
ในการทำงาน ทำให้การเรียกค้นกระทำได้ทันเวลา
3.3 การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อที่จะนำข้อมูลเก็บรักษาไว้ หรือนำไปแจกจ่าย
ในภายหลัง จึงควรจัดเก็บข้อมูลให้ง่ายต่อการทำสำเนา หรือนำไปใช้อีกครั้งได้โดยง่าย
3.4 การสื่อสาร ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสาร
ข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ และมีบทบาทที่สำคัญยิ่งท่จะทำให้การส่งข่าวสาร
ไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา


ข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1) ข้อมูลที่เป็นตัวเลข (Numeric Data) หมายถึง ข้อมูลที่ใช้แทนจำนวนที่
สามารถนำไปคำนวณได้ข้อมูลแบบนี้เขียนได้หลายรูปแบบ คือ
- เลขจำนวนเต็ม หมายถึง ตัวเลขที่ไม่มีจุดทศนิยม เช่น 12, 9, 137 , 8319 , -46
- เลขทศนิยม หมายถึง ตัวเลขที่มีจุดทศนิยม ซึ่งอาจมีค่าเป็นจำนวนเต็ม เช่น 12
หรือเป็นจำนวนที่มีเศษทศนิยมก็ได้ เช่น 12.763 เลขทศนิยมแบบนี้สามารถเขียนได้
2 รูปแบบคือ
- แบบที่ใช้การทั่วไป เช่น 12., 9.0 ,17.63, 119.3267 , -17.34
-
แบบที่ใช้งานทางวิทยาศาสตร์
เช่น
123. x 104 หมายถึง 1230000.0
13.76 x 10-3 หมายถึง 0.01376
- 1764.0 x 102 หมายถึง -176400.0
- 1764.10-2 หมายถึง -17.64

2) ข้อมูลที่เป็นตัวอักขระ (Character Data) หมายถึง ข้อมูลที่ ไม่สามารถนำ
ไปคำนวณได้ แต่อาจนำไปเรียงลำดับได้ เช่น การเรียงลำดับตัวอักษร ข้อมูลอาจ
เป็นตัวหนังสือ ตัวเลข หรือเครื่องหมายใด ๆ เช่น COMPUTER, ON-LINE,
1711101,&76

ประเภทของข้อมูล

ถ้าจำแนกข้อมูลออกเป็นประเภท จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. ข้อมูลปฐมภฺมิ (Primary Data)
หมายถึง ข้อมูลที่ได้จากการรวบรวม หรือบันทึก
จากแหล่งข้อมูลโดยตรงซึ่งอาจจะได้จากการสอบถาม การสัมภาษณ์ การสำรวจและ
การจดบันทึก ตลอดจนการจัดหามาด้วย เครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น เครื่องอ่านรหัสแท่ง
เครื่องอ่านแถบแม่เหล็ก
2. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) หมายถึง ข้อมูลที่มีผู้อื่นรวบรวมไว้ให้แล้ว
บางครั้งอาจมีการประมวลผลเพื่อเป็นสารสนเทศ เช่น สถิติจำนวนประชากร
แต่ละจังหวัด สถิติการนำสินค้าเข้า และการส่งสินค้าออก เป็นต้น


http://jantima-ssp.exteen.com/20080212/entry-7

ที่มา :